HEADLINE
มกราคม 11th, 2009
บางครั้งการกระทำที่ออกมาเหมือนกัน แต่เกิดจากความคิดและเหตุผลที่แตกต่างกัน
นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการมองลบ ที่ลืมพยายามที่จะเข้าใจ
ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต ไม่รู้ตัวเองเคยเป็นมั้ย
จะบีบแตรไล่ทำไมนักหนาวะ กับอีแค่ผมจอดทับเส้นกากบาทเหลือง
จริงๆ แล้วผมไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่ไม่นึกว่ารถข้างหน้าจะขยับไปได้แค่นั้น
คุณก็รีบ ผมก็รีบ ใครๆ ก็รีบกันทั้งนั้น เอ้า เอาเข้าไป บีบเข้าไป
มันยังบีบแตรอีกนับสิบครั้ง ผมหันไปมอง ช่างเถอะ! มันก็แค่ไอ้แท็กซี่คันหนึ่ง
ท่าทางคนขับคงจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ตอนหลังก็ดูจะโวยวายโหวกเหวกไม่แพ้กัน
จะรีบไปไหนนักหนาวะ แต่โดนเข้าไปหลายครั้งก็อายเหมือนกันแฮะ
เสียงแตรที่ดังสนั่นทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหันมามองที่ผมเป็นตาเดียว
แล้วจะให้ทำไงล่ะ ผมมองซ้ายมองขวา รถติดออกอย่างนี้จะถอยหลังก็ไม่ได้
รถคันหลังก็จ่อมาซะติด จะขยับไปข้างหน้าก็อย่าหวัง ช่างมันเถอะ ทนอายเอาหน่อย
พอเถอะวะ จะบีบไปทำไม ออกจากซอยได้ก็ต้องมาติดไฟแดงด้วยกันอยู่ดี
ทั้งคนขับและผู้โดยสารชี้โบ้ชี้เบ้มาที่ผม จะว่าอะไรผมก็ไม่เข้าใจหรอก
ตาของผมกับตาของคนขับแท็กซี่ประสานกันเข้าอย่างจัง ทำไงดีล่ะ
เห็นทีงานนี้ต้องกวนตีนกันแล้ว
ผมยกนิ้วกลางให้พร้อมกับเหยียบคันเร่งกระชากรถออกจากสี่แยก
ขยับไปได้นิดเดียว แท็กซี่คันนั้นก็ปาดแทรกรถคันที่ตามหลังผมทันที เอาวะ งานนี้เป็นไงเป็นกัน ผมคิด
แท็กซี่คันนั้นยังบีบแตรและเปิดไฟสูงต่ำไล่ผมมาตลอด มันแน่งานนี้
ถนนช่วงนี้ถึงแม้การจราจรจะค่อนข้างคับคั่ง
แต่จริงก็ไม่เหลือวิสัยหากผมจะหลีกทางให้มันแซงขึ้นไปข้างหน้า
แต่ถ้าลองเล่นกันถึงขั้นนี้แล้ว ก็เห็นที่จะต้องตามกวนตีนกันไปให้ถึงที่สุด
ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงดีว่าผมขับรถเร็วขนาดไหน
รู้แต่ว่าผมทำทุกวิถีทางที่ไม่ให้มันแซงหน้าไปได้
ถ้าเผลอปล่อยให้แซงหน้าได้เมื่อไหร่ ผมจะเร่งแซงกลับไปดักหน้าไว้ทุกครั้ง
ต้องให้บทเรียนไอ้คนพวกนี้บ้าง
ผมเบื่อเต็มทนกับพวกแท็กซี่ที่จอดรับส่งผู้โดยสารไม่เลือกที่
คิดอยากจะจอดตรงไหนก็จอด
ที่รถรามันติดกันยาวเหยียดอยู่ทุกวันนี้ ก็ไอ้พวกนี้แหละเป็นส่วนหนึ่ง
ต้องเล่นซะบ้างจะได้เข็ด
แท็กซี่คันนั้นยังใช้ความเร็วอยู่เหมือนเดิม
แซงซ้ายแซงขวาปาดหน้าปาดหลังเค้าไปทั่ว
ผมหลับตานึกถึงผู้โดยสารที่นั่งอยู่ในนั้น ป่านนี้คงหายใจไม่ทั่วท้องแน่ๆ
ทำไมถึงได้รีบขนาดนี้วะ
ผมเหยียบคันเร่งจนมิดแซงรถคันโน้นคันนี้แล้วก็ไปปาดหน้ามันอีกครั้ง
แล้วก็ชลอความเร็วกันท่าไม่ให้มันแซงผม ก็ได้ผล
มันทั้งบีบแตรทั้งเปิดไฟไล่ใส่ผม ช่าง บีบแตรไล่กูนัก กูจะกันท่า
ไปตลอดอย่างนี้แหละ อีกแค่สองแยกก็จะถึงที่หมายของผมแล้ว
วันนี้ผมลางานครึ่งวันเพื่อมาตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแห่งนี้ จริงๆ
แล้วผมก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรหรอก เวลาของผมยังมีเหลือเฟือ
กวนตีนกันอีกซักพักเวลาก็ยังเหลือแหล่
ไอ้การตรวจร่างกายสมัยนี้ก็ไม่ได้เสียเวลาอะไรนักหนา
เถลไถลไปโน่นไปนี่ก็ยังกลับไปทำงานช่วงบ่ายได้ทัน รถติดไฟแดงอีกแล้ว
ท่าทางจะติดยาวเสียด้วย แท็กซี่ที่ตามหลังผมมาติดๆ ปาดเข้าเลนซ้าย
ก่อนจะแซงหน้าผมไป คนขับหันมามองผมแล้วก็ส่ายหน้าเหมือนกับรำคาญผมเต็มประดา
ผมหักพวงมาลัยตาม จากนั้นรถก็ค่อยๆ เขยิบทีละนิดไปตามจังหวะสัญญาณไฟ
มันพยายามแทรกรถคันอื่นๆ เพื่อที่จะไปอยู่แถวหน้าสุด ผมปาดรถเข้าช่องว่างตามไป
จังหวะนั้นเลนขวาว่าง
ผมเหยียบคันเร่งปาดเข้าขวาแล้วปาดเข้าซ้ายตัดหน้ารถแท็กซี่ไปนิดเดียว
เสียงเบรกของมันดังสนั่น แต่นาทีนี้ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
งานนี้มันต้องทำให้รู้สึกกันบ้าง เหลืออีกนิดเดียวผมก็จะถึงที่หมายแล้ว
หลังจากนั้นเอ็งจะไปไหนก็ไปเหอะ หลุดจากไฟแดง
รถของเราทั้งสองคันก็ปราดออกจากสี่แยกพร้อมๆ กัน
ยังไงซะผมก็ไม่ยอมให้มันขึ้นหน้าหรอก
เสียงแตรของแท็กซี่ดังไล่หลังมาไม่ขาดระยะ
ถึงซะที คราวนี้ จะไปไหนก็ไปเถอะ ผมเลี้ยวซ้ายเข้าโรงพยาบาล
รับบัตรจอดรถจากยามแล้วแล่นเข้าสู่ลานจอด มันยังตามมาติดๆ ยังไม่เลิกเหรอวะ
ผมคิด เอาก็เอา ที่ล็อคเกียร วางอยู่บนเบาะหลัง ผิดนักก็คงได้ฟาดกันมั่งหรอก
ผมขับรถเข้าที่จอด เปิดและปิดประตูรถอย่างแรงเหมือนไม่กลัวว่ามันจะพัง
แท็กซี่ที่ตามมาก็จอดพร้อมๆ กันกับผม
ประตูแท็กซี่ทั้งสี่ด้านเปิดผลัวะออกมาทั้งๆ ที่รถยังจอดไม่สนิทด้วยซ้ำ
ในทันใดนั้น ผมได้แต่ยืนตะลึง แขนซึ่งถือที่ล็อกเกียร
เตรียมจะประจันบานตกลงมาข้างตัวเหมือนจะหมดแรง ไม่น่าเชื่อ
ทุกสิ่งทุกอย่างในรถคันนั้นเต็มไปด้วยเลือด ทั้งบนเบาะ ที่บานประตูด้านใน
ไม่เว้นกระทั่งบนเสื้อของคนขับแท็กซี่
ผู้ชายสูงอายุแต่งตัวมอมแมมคนนึงถูกอุ้มอย่างทุลักทุเลลงมาจากรถ
เลือดเปรอะอยู่ทั้งบนลำตัวและใบหน้าของเขาและบนเนื้อตัวของหญิงสาวทั้งสองคนที่คอยประคองอยู่
เธอทั้งคู่ร้องไห้เสียงดัง
โชเฟอร์เท็กซี่ที่ผมคาดว่าคงจะเปิดประตูเข้ามาลุยกับผมรีบวิ่งเข้าไปช่วยประคองชายสูงอายุ
ผมยืนมองจนบุรุษพยาบาลวิ่งเข้ามาและนำชายคนนั้นขึ้นรถเข็นพร้อมทั้งปั้มหัวใจกันพัลวัน
ตลอดเวลานั้น ผู้หญิงทั้งสองคนเกาะราวรถเข็นไม่ยอมห่าง
ผมได้แต่ยืนงงทำอะไรไม่ถูก
คนแก่คนนั้นเขาจะโดนอะไรมาก็เถอะ ถูกยิง ตกตึก หรือรถชน แกคงจะมีโอกาสรอดแน่ๆ
ถ้ามาถึงโรงพยาบาลได้เร็วกว่านี้ นี่ถ้าผมไม่แกล้งเขา ลุงแกอาจจะรอด
เขาอาจจะมาถึงที่นี่ซักสิบนาทีก่อนหน้านี้ นั่นก็ยังดี ลุงอาจจะรอด ผมคิด
ลุงคงจะรอด
ทำไม ไม่เปิดกระจกมาบอกกรูซักคำวะ ผมแช่งชักหักกระดูกคนขับแท็กซี่
ในขณะนั้นผมไม่ได้คิดถึงความเลวของตัวเองซักนิด นาทีนั้นผมสับสนอยากอ้วก
ไม่มีแรงจะพยุงตัวเองไว้ได้ ผมเปิดประตูกลับเข้าไปในรถ
แว่บนั้นผมเห็นคนขับแท็กซี่เดินเข้ามาหา ช่าง อยากจะทำอะไรกรูก็ทำ
กรูไม่มีกะจิตกะใจจะสู้อีกแล้ว ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย
ผมได้ยินเสียงคนขับแท็กซี่ดังแว่วเข้ามา
มันทำให้ผมรู้สึกเย็นเยือกไปถึงขั้วหัวใจว่า
” พี่รู้ไหม ลุงแกตายแล้ว เพราะพี่นั่นแหละ”
นั่นเป็นเสียงสุดท้าย ก่อนที่ผมจะซบหน้าลงกับพวงมาลัยและร้องไห้..
เรื่องสั้น
อ่านแล้วมีความสุขและคิดถึงคนที่ส่งให้ทุกคนเลย!
เลขา: ‘ ท่าน คะ…มีคนจะขอเรียนสายท่านค่ะ’
ผู้จัดการ: ‘ ใครครับ’
เลขา: ‘ เขาบอกว่าชื่อ ความรัก ค่ะ’
ผู้จัดการ: ‘ อืมม.. บอก เค้าว่าผมงานยุ่งมาก’
……… เวลาผ่านไป……
เลขา: ‘ ท่านค่ะ ความรัก ยังงรอสายท่านอยู่ค่ะ’
ผู้จัดการ: ‘ อือ…บอกไปว่า ผมไม่สะดวกรับสายนะ’
………. ผ่านไป……….
เลขา: ‘ ท่านคะ’
ผู้จัดการ: ‘ คุณ…ความรัก อีกเเล้วใช่ไหมครับ บอกว่าผมงานยุ่ง ไว้ผมจะ…
เลขา: ‘ ไม่ใช่ ค่ะ! มีคนจะคุยเรื่องงานค่ะ’
…… ในวันที่หัวใจว่างว่าง ว่าง …..
mobile Phone: You have 1 new message in your mailbox
‘Please call.. Goodbye from ความรัก’
ผู้จัดการ: ‘ ช่วยต่อสายความรักให้ผมหน่อย’
เลขา: ‘ ค่ะ’ …………’
ตู้ดๆๆๆ ………. ความรักที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้
กรุณาฝากข้อความเเละหมายเลขโทรกลับค่ะ… ‘
เลขา: ‘ ติดต่อไม่ได้ ค่ะ จะให้ฝากข้อความไหมคะ’
ผู้จัดการ: ‘ ไม่ต้องครับ’
ความเหงา เข้ามาเยือน… แล้วเวลาก็ผ่านไป ผ่านไป …………. ผ่าน ไป………..
‘ความรักที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้กรุณาฝากข้อ
ความเเละหมายเลขโทรกลับค่ะ’
ผู้จัดการ: ‘ ความรักครับ คือ ผม…เห็นคุณเงียบหายไปไม่รู้ว่าสบายดีไหม
ช่วงก่อนหน้านี้ผมงานยุ่งตลอดไม่มีเวลาว่างต้องขอโทษ
ด้วย ไม่รู้ว่าจะสายไปไหมถ้าจะบอกว่าผมพร้อมที่จะมีความรักเเล้ว
ถ้าได้รับข้อความเเล้วช่วยติดต่อกลับด้วยนะ ครับ’
ร อ ร อ ร อ รอคอยความรักจนถึงวันนึง…..
เลขา: ‘ ท่านค่ะ ความรักโทรมา ให้ปฏิเสธไปเลยไหม คะ ?’
ผู้จัดการ: ‘ ไม่ต้อง รีบโอนสายมาเลย’
ผู้จัดการ: ‘ สวัสดีครับความรัก คุณหายไปไหนมา ขอโทษ
ด้วยนะครับ ผมไม่มีเวลาใส่ใจ ไม่เคยสนใจตลอดเวลาที่ผ่านมา
ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับชีวิตผม ผมขอโทษ…’
ความรัก: ‘ ดิฉัน ไม่ได้โกรธอะไรหรอกค่ะ ไม่ว่าจะอย่างไร
ความรักอย่างดิฉันก็มีหน้าที่ให้ความรักเสมอ
เมื่อใดก็ตาม ที่คุณเปิดใจต้อนรับ
เมื่อนั้น คุณก็จะได้เป็นเจ้าของความรัก เเต่ที่ผ่านมาไม่
ได้ติดต่อก็เพียงเพราะว่าฉันไม่ได้จ่ายค่าโทรศัพท์ค่ะ!
เงิน มีค่าเสมอเเม้กับความรัก เเต่อย่าให้ถึงขนาดว่า ความรัก ซื้อ ได้ด้วยเงิน
คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง
คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง
คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง
คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง
ถ้าได้รับจดหมายนี้แล้วให้ส่งต่อ ให้เพื่อนๆทุกคน
ที่คิดว่าเป็นเพื่อน ของคุณแล้วอย่าลืมส่งให้คนที่ส่งให้คุณ ด้วย
……………… ถ้าคุณไม่ส่งให้ใครเลย คุณจะไม่มีเพื่อน แล้วจะไม่มีใครคบอีก
เมื่ออ่านเสร็จแล้วรีบส่งต่อให้เพื่อนๆของ
คุณด้วยหล่ะ……. อยากรู้จังนะว่าใครจะส่งกลับมามั่ง
อยากรู้นะว่าข้อความนี้จะส่งถึงใครบ้างเผื่อสักวันจะถึงคนคนนั้น
และข้อความนี้ก็กลับมาหาเราอีกครั้ง…..
เรื่องสั้น
ดิฉันแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2534 และได้อยู่กินกับสามีด้วยดีจนมีลูกสาวและลูก
ชายอย่างละคน ชีวิตก็มีความสุขดี มีรถยนต์ มีบ้านในเนื้อที่ 11 ตารางวา บนถนนแจ้งวัฒนะ
ดิฉันมีน้องสาว 1 คนเค้าไปได้สามีที่มีเมียหลวงอยู่แล้ว ตอนหลังเค้าเลิกกัน
เขามาหาดิฉัน ดิฉันก็ให้น้องสาวมาอยู่ด้วยกัน แต่ว่ามาคนเดียวนะคะ
ส่วนลูกๆอยู่ กับสามีเขา น้องสาวมาอยู่กับดิฉันได้หลายปี
จนมาวันหนึ่งหัวใจดิฉันเกือบสลาย
คือสามีดิฉันจะเลิกงานเวลา
24.00 น.และในเวลา 00.45 น. ดิฉันได้ยินเสียงรถของสามีมาถึงบ้านแล้วแต่ดิฉัน
หลับต่อมาตกใจตื่นตอนตี 2 กว่านิดหน่อยไม่เห็นสามีนอนอยู่
ลุกขึ้นไปดูที่ห้อง ลูกๆก็ไม่มี ในห้องน้ำก็ไม่มี
ใจหายวาบ รีบลงมาที่โซฟาข้างล่างก็ไม่มี
รถยนต์ก็ จอดอยู่แต่สามีดิฉันไปไหน
มองที่ประตูบ้านก็ใส่กลอนอยู่
ดิฉันหัวใจเต้นแรงมาก
เหลืออยู่ห้องเดียวคือ…ห้องน้องสาว..ของดิฉัน
ดิฉันเดินไปเปิดไฟจนสว่างทั่วบ้าน
หัวใจเต้นแรงผิดปกติ อยากจะเป็นลม แล้วมองไปที่
ห้องของน้องสาวแล้วพยายามตั้งสติคิดในใจว่า
ถ้าเขาเดินออกมาจากห้องนั้นดิฉันจะทำอย่างไร
ดิฉันนั่งมองประตูห้องของน้องสาว น้ำตาจะไหล นึกในใจว่า
จะทำอย่างไร?
เราจะทำอย่างไรดีลูกก็ยังเล็ก ดิฉันตัดสินใจ?เลิก?
แล้วให้เขาไปอยู่กับน้องสาว
ที่อื่นส่วนดิฉันจะอยู่กับลูก คือยกสามีให้น้องสาวไปถ้าเขารักกัน
จนประมาณตี 3 กว่าๆ
ดิฉันในใจว่าถ้าดิฉันโทรเข้ามือถือเขาแล้วเสียงโทรศัพท์ก็ต้องดังออกมาจากห้อง
น้องสาวแน่ๆเลยเป็นไงเป็นกันดิฉันตัดสิ้นใจโทรฯแล้วก็ติดจริงๆค่ะ ใจดิฉันเต้น
แรงจนเกือบหลุดออกมาข้างนอก ดิฉันยืนแอบอยู่หน้าห้องน้องสาว….แต่เอ๊ะไม่มี
เสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากในห้องของน้องแต่โทรฯติด เขาอยู่ใหน
? ฮัลโหล ……… ?
? เธออยู่ไหน ! …. ? ดิฉันตวาด
? อยู่ในรถจ้ะ ก็เธอใส่กลอนในบ้าน เข้าบ้านไม่ได้ ช่วยเปิดให้หน่อยสิจ้ะ ?
เฮ้อเบือตัวเองจริงๆ …………………
เรื่องสั้น
เสร็จจากงานถึงบ้าน เกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว เขาเดินเข้าบ้าน ที่ดูเงียบเหงา เนื่องจากภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อปีกลาย ทิ้งลูกชายคนเดียวไว้ กับเขาให้หาเลี้ยงลูกตามลำพัง ดีว่าเจ้าหนูน้อยพอจะช่วยตัวเองได้บ้าง อาหารก็กิน อาหารปิ่นโต ที่ผูกประจำ หากินเองได้ ทำให้ไม่เป็นภาระมากมายนัก
เข้ามาในบ้าน เหงื่ออาบแก้ม ยังไม่ทันได้พัก ผู้เป็นพ่อ เห็นหน้าลูกชายวัยซน ที่รอรับหน้า เอ่ยปากทัก ” พ่อครับ วันนี้ทำงานเหนื่อยมั้ยครับ ”
“เหนื่อยสิลูก แล้ววันนี้ทำการบ้านเสร็จแล้วเหรอ ” ผู้เป็นพ่อตอบเนือยๆ พร้อมกับถาม ต่อด้วยความเคยชิน
“เสร็จหมดแล้วครับ คือ ผมมีเรื่องบางอย่างอยากจะถามพ่อน่ะ พ่อว่างหรือยังครับ ” ลูกชาย ตัวน้อย ถามต่อ
“เดี๋ยวพ่อจะไปอาบน้ำ หาข้าวกินข้าวซักหน่อย แล้วคงจะเข้านอน วันนี้เหนื่อย เหลือเกิน ว่าแต่แก จะถามอะไรพ่อเหรอ ” ผู้เป็นพ่อ ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
“คือผมอยากรู้ ว่า พ่อทำงานได้ ค่าจ้างวันละเท่าไร ครับ” ลูกชาย ถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
หันมามองหน้าลูกชาย พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แล้วผู้เป็นพ่อ แต่ก็ตอบไปว่า” วันล่ะ สี่ร้อย”
“งั้นผม ขอยืม ตังค์ พ่อ ซักสองร้อยได้มั้ยครับ ” ลูกชาย ตัวน้อย เอ่ยปาก ด้วยสายตาวิงวอน
“หา แกว่าไง นะ” ผู้เป็นพ่อ ขึ้นเสียงด้วยอารมณ์ ก่อนที่จะหันมา พูดกับ ลูกชายด้วยเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม ” นี่ฟังนะ แกคิดว่าเงินทอง หาได้ง่ายๆเหรอ กว่าพ่อจะได้เงิน สี่ร้อยบาท ต้องทำงาน เหนื่อยตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่ พอกลับมาถึงบ้าน เจอแก รอขอยืมเงิน พ่อง่ายๆ แบบนี้นี่นะ แกลองไปคิดดูให้ดี สิ ว่า แกทำประโยชน์อะไรให้พ่อบ้าง พ่อถึงจะต้องให้ เงินสองร้อยนี่ ให้แกยืม ”
เด็กชายยืนนิ่ง มองหน้าพ่อ ไม่มีเสียงหลุดออกจากปาก แต่น้ำตาไหลซึม ลงอาบร่องแก้มทั้งสองข้าง ก่อนที่จะหันหลังเดินกลับห้องตัวเอง อย่างซึมเซา
หลังจากอาบน้ำเสร็จ แวะเข้าครัว หาข้าวปลากินเรียบร้อย เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ เดินไปที่ระเบียง ความรู้สึกเคร่งเครียดที่ได้รับ มาจากงานนอกบ้านเริ่มผ่อนคลาย คิดไปถึงอดีตที่ผ่านและงานที่ทำมาทั้งวัน แล้วก็ย้อนกลับคิดไปถึงลูกชายตัวน้อย
ลูกเป็นเด็กดี ไม่เคยเกเร ไม่เคยเอ่ยปากขอเงิน เพิ่ม นอกจากเงินค่าขนม ที่เขาให้ประจำวันเท่านั้น แต่วันนี้ทำไมถึงเอ่ยปากยืมเงิน
เมื่อสักครู่ เขาเหนื่อยเกินไป หรือ เครียดเกินไปหรือป่าว ถึงได้ใช้อารมณ์ กับลูกไปอย่างนั้น เมื่อได้คิด เขาดับบุหรี่ แล้วเดินไปที่ห้องลูกชาย ไฟในห้องนอนดับแล้ว
เมื่อเปิดประตูเข้าไป เอื้อมมือเปิดไฟในห้อง หนูน้อยนอนตะแคงหน้า ตายังคงลืมจ้องมองมาที่ประตู แก้มที่แนบกับหมอน ชุ่มด้วยน้ำตา พร้อมเสียงสะอื้นเบาๆอยู่คนเดียว
เขาเดินไปนั่งที่ขอบเตียงมือลูบผม ลูกชายเบาๆ พร้อมกับเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเครือ จุกคอ
“พ่อขอโทษ นะลูก เมื่อกี้พ่อเหนื่อยมามากเลยใช้อารมณ์ กับลูกมากไปหน่อย จริงๆตะกี้พ่อไม่ได้ถามลูกด้วยซ้ำว่า ลูกอยากยืมเงินพ่อไปทำไม ลูกอาจจะมีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก็ได้
เงินแม้ว่าจะหาได้ลำบาก ไม่ได้ได้มาง่ายๆ แ ต่ถ้าลูกมีเหตุผลเพียงพอ พ่ออาจจะให้ยืมก้อได้ เพราะว่า ลูก น่ะสำคัญสำหรับพ่อเหนือ สิ่งอื่นใด และพ่อ รักลูกจ้ะ ”
“ว่าแต่ ไหนลูกลองบอกพ่อสิว่า ลูกอยากยืมเงินสองร้อยไปทำอะไร” ผู้เป็นพ่อถามลูกชายที่มองหน้าพ่อนิ่ง ด้วยน้ำเสียงปราณี เต็มเปี่ยมด้วยความรัก
ลูกชายตัวน้อย ส่งเสียงสะอื้นจากลำคอ “พ่อครับ ตั้งแต่แม่ตาย ผมเห็นพ่อต้องทำงานหนัก เพื่อหาเงินทุกวัน จนไม่ได้พัก ไม่ได้อยู่กับผมเลย เราแทบไม่มีเวลาได้อยู่ด้วยกัน
ผมเลย ค่อยๆ เก็บค่าขนมของผมไว้ตลอดมา จนถึงตอนนี้ผมเก็บได้สองร้อยบาทแล้ว แต่พอผมรู้จากพ่อว่า พ่อทำงานได้ ค่าจ้างวันล่ะสี่ร้อย ผมจึงอยากยืมพ่อเพิ่มอีกสองร้อย ให้เป็นสี่ร้อย เพื่อจะได้ใช้เป็นค่าจ้างให้พ่อได้พัก ได้อยู่กับผม ซักวันนึงครับ
เรื่องสั้น
ผมนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว คืนนี้ผมไม่หลับจนตึสาม และรู้สึกหิวจึงขับรถเข้าเมือง
เพื่อหาอะไรกิน แล้วก็พบเจ้าเฮนรี่อะไรนั่นเข้าโดยบังเอิญในร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดคืน
ผมไม่ได้เป็นโรคนอนไม่หลับอะไรหรอก คุณอย่าได้คิดเลยว่าคนที่มีอาชีพเป็นนักฆ่านั้น
จะต้องถูกจิตสำนึกรบกวนจนนอนไม่หลับอย่างที่เขาว่ากัน นักฆ่าเขาไม่ใช่คนคิดมากอะไร
ขนาดนั้น แต่ผมก็ไม่ได้ประกอบอาชีพฆ่าคนอีกแล้วนะ ผมเลิกเพราะนายจ้างตาย จริง ๆ
แล้วก็ผมน่ะแหละที่เป่ามันดับ ผมมีเงินเก็บพอที่จะกินไปได้ตลอดชีวิต ก็เลยเลิกอาชีพ
ก็เท่านั้นเอง
เจ้าเฮนรี่อะไรเนี่ยเคยรู้จักกับผมเมื่อสิบปีก่อน เขาเปลี่ยนไปน้อยมาก ผมจึงจำเขาได้ทันที
ขณะที่เขาจำผมไม่ได้เลย หมอนี่กับคู่หูของมันชื่อหลุยส์ เคยรุมกันอัดผมเสียเละตอนนั้น
และผมก็ยังไม่ได้ชำระแค้นจนบัดนี้ เฮนรี่ขนซื้อของกินมากมายแถมด้วยผ้าอนามัยซึ่งดูพิลึกมาก
ก็มันเป็นเกย์เหมือน ๆ กับหลุยส์คู่รักคู่ใคร่ มันจะซื้อโกเด็กซ์ไปให้ผู้หญิงที่ไหนเวลาตีสาม
แบบนี้ ผมกำลังว่างและเบื่อ แถมยังนอนไม่หลับ ก็เลยขับรถสะกดรอยตามมันไป
ปรากฏว่าเจ้าเฮนรี่อะไรนั่นขับไปไม่ไกลก็เลี้ยวเข้าถนนสายย่อย ซึ่งมุ่งตรงไปยังริมทะเลสาบ
พาราไดซ์ ไม่ไกลจากเคบินที่พักของผมมากนัก ผมรู้จักทางสายนี้ดี สุดทางเป็นเคบินซึ่ง
เจ้าของจะมาพักเฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น เฮนรี่คงมาเช่าพักหรือแอบมาอยู่โดยเจ้าของไม่รู้แน่ ๆ
ผมขับเลยไปจนถึงเคบินที่พักของตัวเอง เปลี่ยนเสื้อผ้าสวมสีดำทั้งชุด ยัดปืนพกและมีด
เดินป่าลงเข็มขัดแล้วก็ออกเดินไปตามชายน้ำริมทะเลสาบ รอบตัวมืดและเงียบสงัด เคบิน
และกระท่อมหรือบ้านที่ผ่านล้วนแล้วแต่ว่างเปล่าไม่มีคนอยู่ ผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คนย่านริม
ทะเลสาบพาราไดซ์ที่พักอยู่ตลอดปี แต่ในที่สุดก็มีแสงไฟปรากฏอยู่ที่เคบินหลังหนึ่งข้างหน้า
มันเป็นกระท่อมไม้ซุงหลังเล็กแบบบ้านของอับราฮัม ลินคอล์น สมัยโน้น เพียงแต่มีจาน
ดาวเทียมสำหรับโทรทัศน์บนหลังคา เคบินนี้น่าจะมีแค่ 2 ห้องนอนกับห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ
และมุมทำครัวอีกหน่อย มีรถยนต์จอดอยู่คันหนึ่ง เป็นรถเช่ายี่ห้อฟอร์ดสีน้ำตาลที่ผมเห็น
เฮนรี่ขับเมื่อสักครู่
ผมชักปืนออกมาถือกระชับแล้วย่องไปแอบมองที่หน้าต่างด้านขวามือ เจ้าเฮนรี่อะไรนั่น
นั่งอย่างสบายอารมณ์อยู่ที่เก้าอี้นวมตัวยาว พาดขาบนโต๊ะเล็กตรงหน้าและกินมันฝรั่งทอด
กรอบรสบาร์บีคิวเคี้ยวหยับ ๆ ส่วนเจ้าหลุยส์คู่หูซึ่งตัวเล็กผอมแห้งหัวล้านเหม่ง หน้าลีบ
เหมือนปลาจวด เดินร่อนไปร่อนมาตรงหน้าอย่างวิตกทุกข์ร้อน สองคนนี่ไม่มีอะไรเหมือน
กันเลย นอกจากหน้าปรุด้วยรอยสิวเหมือน ๆ กัน และต่างฝ่ายต่างพิศวาสร่างกายของอีก
คนเหมือนกันเท่านั้นเอง
ไม่มีคนไหนในสองคนนี้ที่มีสรีระบ่งบอกว่าจำเป็นจะต้องใช้ผ้าอนามัยเลย
ผมย่อตัวลงนั่งใต้หน้าต่างด้านหลังของกระท่อมนั่นเอง ผมก็เห็นหล่อน เด็กสาวคนนั้นนั่ง
เปลือยกายอยู่บนเตียง ทั้งเนื้อทั้งตัวมีกางเกงชั้นในสีขาวสวมอยู่เพียงตัวเดียว หล่อนมี
ผมสีดำ อายุราวยี่สิบต้น ๆ สวยทีเดียว แล้วก็กำลังร้องไห้อยู่ เห็นได้ชัดว่าไอ้สองคนนั้น
ไม่ได้คิดจะทำบัดสีอะไรกับหล่อนหรอก เพราะทั้งคู่เป็นเกย์ การขังไว้โดยไม่ให้สวมเสื้อผ้า
ก็เพื่อป้องกันไม่ให้หนีนั่นเอง
ผมเขม้นมอง ในที่สุดก็นึกออกว่าเหยื่อของไอ้สองโจรคู่นี้เป็นใคร หล่อนคือลูกสาวคนเดียว
ของเจ้าพ่อวงการธุรกิจบันเทิงผู้ร่ำรวยมหาศาลแห่งชิคาโกนั่นเอง เฮนรี่กับหลุยส์จับหล่อน
มาเรียกค่าไถ่อย่างไม่ต้องสงสัย ผมลงนั่งบนพื้นดินใต้หน้าต่าง ท่ามกลางความหนาวเหน็บ
ภายนอกกระท่อมแล้วใช้ความคิด ผมกลับไปเสียดีมั้ย ไปนอนเสียให้สบาย ๆ ดีกว่า แต่ก็
นั่แหละนะ ผมไม่มีอะไรทำนี่หว่า
ผมเดินไปที่ประตูเคบินแล้วเคาะแรง ๆ… เงียบ! ปัดธ่อเว้ย ทำไมไม่มาเปิดวะ! ผมเคาะอีก
หลุยส์เป็นคนมาแง้มประตูดูแล้วร้องถามว่า “ใครน่ะ” ผมยิงเปรี้ยงเข้าให้ที่เบ้าตาแทนคำตอบ
มีเสียงร้องกรี๊ดตามมาทันที ไม่ใช่เสียงหลุยส์หรอก มันจะมีเวลาร้องได้ไง โดนเปรี้ยงก็ตาย
แหงแซะไปแล้ว เป็นเสียงของเชลยสาวคนนั้นต่างหาก ได้ยินเสียงปืนเปรี้ยงกลางดึก เป็นใคร
ก็ต้องสติแตกเป็นธรรมดา
ผมไม่สนใจเสียงหล่อน ถีบประตูโครมแล้วถลันข้ามศพหลุยส์เข้าไปในห้อง ปากกระบอกปืนชึ้
ตรงไปที่เฮนรี่ผู้ซึ่งนั่งตัวแข็งทื่อบนเก้าอี้ยาว ถุงของกินตกลงพื้นห้องด้วยความตกใจ
“อย่านะมึง” ผมตวาด เมื่อเห็นสายตาของเขาเหลือบแวบไปที่ปืนลูกซองตัดปากกระบอกให้สั้น
ซึ่งวางอยู่บนเก้าอี้นวมข้างตัว
“มึงเป็นใครวะ” เขาเค้นเสียงถาม
ผมเดินช้า ๆ ข้ามห้องตรงไปยึดปืนมาหนีบไว้ใต้แขน
“ไงวะ เฮนรี่ ไม่เจอกันซะนานเนอะ”
เขาขยับริมฝีปากช้า ๆ กะพริบตาปริบ “ควอรี่เรอะนั่น”
นั่นเป็นชื่อจัดตั้งของผมซึ่งคนในวงการรู้จัก
“จับผู้หญิงมาเรียกค่าไถ่นี่มึงริเองหรือว่าทำให้ลูกพี่คนไหน” ผมถาม
“เราเลิกอาชีพมา 2-3 ปีแล้วละ… โอ พระเจ้า! แกฆ่าหลุยส์”
“เออ… ว่าแต่ว่าแกคิดจะเอาศพผู้หญิงคนนี้ไปทิ้งที่ไหนฮึ” ผมถาม
“อะไรนะ” เฮนรี่ร้องลั่น
“อ้าว… ก็พวกแกปล่อยให้หล่อนเห็นหน้าแบบนี้แล้ว พอได้เงินค่าไถ่มาแกจะฆ่าหล่อนเรอะไง
ไหน แกมีแผนยังไงวะ” ผมซักไซ้
เฮนรี่ปาดริมฝีปากซึ่งเปื้อนผงรสบาร์บีคิว “เราเอาผ้าพลาสติกมาด้วยม้วนนึงอยู่ในตู้ทึบนั่น
จะเอาห่อศพแล้วไปทิ้งในหลุมที่เขาระเบิดหินเอากรวดไปขายทางโน้น”
“อ้อ เข้าใจละ งั้นเอาพลาสติกมาห่อหลุยส์ซะเลยก็แล้วกัน โอเคมั้ย”
น้ำตาไหลพรากลงมาตามแก้มปรุด้วยแผลสิวของเฮนรี่ ไม่รู้เหมือนกันว่าร้องเพราะหลุยส์ตาย
หรือเพราะสงสารตัวเอง หรือทั้งสองอย่าง ผมไม่ได้สนใจมากพอจะซัก มองดูเฮนรี่ห่อศพ
ยอดชู้คู่ขวัญแล้วปิดให้ตรึงอยู่ด้วยเทปกาว เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะทำงาน เลือดจากศพ
หลุยส์เปื้อนเสื้อฮาวายที่เขาสวมเป็นดวงโต
“เอาละ ทำความสะอาดพื้นห้องเสียด้วย” ผมสั่งต่อ
เฮนรี่ไปหิ้วน้ำและหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดมาจากครัว จากนั้นก็ลงมือขัดล้างคราบเลือด
และเศษมันสมองออกจากพื้นห้องด้วยผ้าขี้ริ้วอย่างช้า ๆ ทว่าตั้งอกตั้งใจ
“เสร็จแล้วก็ยัดผ้าขี้ริ้วนั้นเข้าไปในม้วนผ้าห่อศพด้วย” ผมสั่ง “เอาละ เข้าไปในนั้นกันก่อนนะ”
ผมใช้ปากกระบอกปืนพกจ่อจี้ไปใกล้ขมับเฮนรี่ บังคับให้เขาเดินนำทะลุประตูไปยังห้องนอนที่
ขังเด็กสาวไว้
เด็กสาวลงไปนอนในเตียง ดึงผ้าห่มคลุมร่างเปลือยไว้จนถึงคอ สีหน้าของหล่อนบอกความ
สับสน ทว่าก็เริ่มมีแววหวังและโล่งใจ
“ผมจัดการกับไอ้คนผอมไปแล้ว” ผมบอกหล่อน “ผมกับเฮนรี่จะออกไปเดินเล่นหน่อย คุณคอย
อยู่ที่นี่ก่อนนะ แล้วผมจะกลับมาจัดการพาคุณไปส่งคืนพ่อแน่ ๆ”
สีหน้าหล่อนยังไม่สิ้นความสับสน แต่หล่อนก็ยิ้มร่าเหมือนเด็ก ๆ
“จำไว้นะว่าให้คอยอยู่ตรงนี้ อย่าไปไหน” ผมย้ำ
ผมใช้ปืนบังคับเฮนรี่ให้เดินกลับออกมา ปิดประตูตามหลังแล้วถามว่า “เสื้อผ้าของหล่อนล่ะ”
เขาหงึกหน้าไปทางตู้ทึบที่หยิบม้วนพลาสติกออกมาเมื่อตะกี้
“อ้อ เราออกไปเดินเล่นกันเถอะ แก ฉัน แล้วก็หลุยส์ด้วย”
“ละ.. ละ.. หลุยส์ด้วยเรอะ” เขาตะกุกตะกัก
“ช่วยอนุเคราะห์หลุยส์เขาหน่อยเถอะน่ะ เฮนรี่” ผมบอก
เฮนรี่แบกศพเพื่อนใจในม้วนพลาสติกเดินเทิ่ง ๆ เหมือนสัตว์ประหลาดในหนังอุ้มนางเอก หน้าเหยเก
เหมือนจะร้องไห้ ผมเอาปากกระบอกปืนจี้เดินตามไปติด ๆ เสียงรองเท้าบดหิมะดังเอี๊ยด ๆ
ทะเลสาบเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้วจนเด็กเล่นสเกตได้ ผู้คนสามารถเดินออกจากริมฝั่งได้สบาย ๆ
เราเดินออกไปไกลโขโดยไม่พูดอะไรกันเลย จนออกไปได้ราวครึ่งของความกว้างของทะเลสาบ
ผมก็บอกให้เฮนรี่หยุด
“เอ้า วางหลุยส์ลง” ผมสั่ง
จากนั้นผมก็ใช้ปืนลูกซองยิงลงไปที่พื้นน้ำแข็งพร้อม ๆ กันทั้งสองลำกล้อง เสียงปืนก้องสะท้อน
สะท้านในความเงียบ พื้นน้ำแข็งตรงหน้าแตกแบะออกเป็นช่องเหมือนโพรง
“เอ้า แกะพลาสติกออกซะแล้วก็โยนหลุยส์ลงไป” ผมบอก “ขีนไม่แกะออกพลาสติกก็จะลอยขึ้นมา”
ชายร่างใหญ่ทำตามคำสั่งของผมอย่างตกใจกลัว ร่างของหลุยส์หล่นป๋อมลงไปในช่องโพรงนั้นแล้ว
ก็ดิ่งหายไปทันที
“เจ๋ง” ผมร้อง
“โอ พระเจ้า” เฮนรี่คราง
“ทีนี้ก็ตาแกละ” ผมบอกเขา
“อะไรนะ”
ผมควักปืนพกออกมาถือ “โดดลงไป!”
“ไอ้ห่….”
ผมถึบโครม ร่างยักษ์หล่นลงไปดังตูมอย่างหมดท่าจนน้ำกระเด็นขึ้นมาเปียกผม ผมกระดิก
นิ้วรัวถี่ 6 นัดซ้อน ๆ ที่หัวของเฮนรี่ มันแตกแหลกราวกับแตงโมเน่า ๆ แล้วเขาก็จมหายไป
บัดนี้ไม่มีอะไรตรงนั้นเหลือให้เห็นอีก คงมีก็แต่น้ำปนเลือดกระฉอกอยู่ในช่องแตกของน้ำแข็ง
ซึ่งไม่ช้าก็จะประสานสนิทเข้าด้วยกันดังเดิม และกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งเรียบเสมอกัน ไม่มี
ร่องรอยให้เห็นและสงสัยได้
ฤดูหนาวอย่างนี้กว่าน้ำจะหายเป็นน้ำแข็งและกว่าศพจะลอยอืดขึ้นมาให้เห็นก็อีกหลายเดือนนัก
และจะลอยขึ้นมาหรือไม่ยังไม่รู้เลย มีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะสาวมาถึงผมได้ว่าเกี่ยวข้องกับ
การตายของสองโจรนี้
แต่จะว่าผมไม่เสี่ยงเลยก็คงไม่ได้ และไหน ๆ ต้องเสี่ยงแล้ว ผมก็น่าจะได้อะไรมั่ง ไม่ใช่ไป
ฆ่าคนเพราะนอนไม่หลับเฉย ๆ จริงมั้ย
ผมหยิบเสื้อผ้าของเด็กสาวจากตู้ทึบไปยื่นส่งให้เด็กสาว
“คุณฆ่าพวกนั้นเหรอ” หล่อนถามเสียงสั่นระรัว
“ไม่สำคัญอะไรหรอก สวมเสื้อผ้าเสียก่อนดีกว่า”
“คุณนี่เยี่ยมจริง ๆ เยี่ยมมากเลย” เด็กสาวชม
“รู้แล้ว ใคร ๆ ก็พูดยังงี้ทั้งนั้นแหละ สวมเสื้อผ้าเสียดีกว่า”
หล่อนลงมือสวมเสื้อผ้า และผมก็มองดูไม่วางตา เด็กคนนี้สวยจริง ๆ วิธีที่หล่อนมองผม
บอกให้รู้ว่าหล่อนซาบซึ้งมากเพียงไร
“ฉันจะทำอะไรให้คุณได้มั่งเนี่ย” หล่อนถาม
“เอาไว้ทีหลังเถอะ” ผมบอกแล้วก็ยิ้ม ผมอาจจะเป็นคนมุทะลุ ใจเร็วด่วนได้ ไม่ค่อยยั้งคิด
แต่ก็ไม่ใช่จะไม่ยั้งคิดเสียเหลือเกินหรอก
ผมจับหล่อนยัดใส่รถ ยังคิดไม่ตกว่าจะเอารถฟอร์ดสีน้ำตาลของไอ้เจ้าสองตัวนั่นไปทิ้งเสีย
ให้ลับหูลับตาคนดีมั้ย แต่เอาไว้ทีหลังก็ได้ ตอนนี้เอาเด็กสาวคนนี้ไปไว้โมเต็ลก่อนดีกว่า
หล่อนหลับมาในรถ หลับง่ายหลับดายเสียจนผมนึกอิจฉา พอถึงโมเต็ลแห่งหนึ่งพ้นเส้นกั้น
เขตรัฐอิลลินอยส์เข้าไปเล็กน้อย ผมก็เขย่าปลุกหล่อน ผมเป็นคนไปเช็คอินแล้วรุนหลังเด็กสาว
เข้าไปในห้องพักเล็ก ๆ ค่อนข้างซอมซ่อ มีเตียงเดี่ยว 2 เตียง ตั้งแยกห่างจากกัน หล่อนนั่งลง
บนขอบเตียงแล้วหาว
“ทีนี้จะยังไงต่อไปล่ะ” หล่อนถามผม “คุณจะทวงรางวัลจากฉันใช่มั้ยเนี่ย”
“จะว่ายังงั้นก็ได้” ผมตอบ ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ หล่อน “บอกเบอร์โทร. ของพ่อคุณมาซิ”
“ฮื้อ เอาไว้ทีหลังก็ได้น่ะ…”
“ตามลำดับความสำคัญซิ” ผมบอก
หล่อนจึงเขียนเบอร์โทรศัพท์ให้บนกระดาษโน้ตบนโต๊ะ ผมกดหมายเลข ได้ยินเสียงกริ่ง
เรียกแล้วก็มีเสียงผู้ชาย
“ฮัลโหล”
ผมยื่นหูฟังให้หล่อน
“ฟังซิว่าใช่พ่อคุณหรือเปล่า บอกเขาไปนะว่าคุณปลอดภัยดี”
“แด๊ดดี้หรือคะ” หล่อนพูด ยิ้มก่อนแล้วก็กลับนิ่วหน้า “หนูปลอดภัยค่ะ สบายดีค่ะ…
คนที่พ่อส่งมาช่วย… อะไรนะคะ!”
เด็กสาวยกมือขึ้นปิดปากกระบอกโทรศัพท์ แววตามีแววสับสน
“เขาบอกว่าไม่ได้ส่งคนมาช่วยฉันสักหน่อย”
ผมรับหูโทรศัพท์มา
“สวัสดีครับ ผมกำลังอยู่กับลูกสาวของคุณนะครับ คงจะได้ยินแล้วว่าเธอปลอดภัยสบายดี
ช่วยส่งเงินมาให้ผมแสนดอลลาร์ด้วยนะครับ ขอเป็นธนบัตรใช้แล้ว และไม่ได้ทำเครื่องหมายไว้
หมายเลขก็ต้องไม่เรียงกันด้วย เอาใบละ 10 ใบละ 20 กับใบละ 50 ดอลลาร์เท่านั้น เอาละ
แล้วผมจะติดต่อกลับไปอีก…”
ผมวางหู
เด็กสาวมมองผมตาค้างอ้าปากหวอ
“ผมจะไม่ฆ่าคุณหรอกนะ” ผมบอก “ผมแค่อยากได้เงินใช้เท่านั้นเอง”
“ไอ้ระยำ”
ผมปิดปากหล่อนด้วยเทปกาว จับมือไขว้หลังแล้วมัดติดกันด้วยเทป ที่ข้อเท้าก็ทำ
อย่างเดียวกัน จากนั้นผมก็ผละไปยังอีกเตียงหนึ่ง ยัดปืนพกไว้ที่เอวกางเกงแล้วก็
ล้มตัวลงนอนหลับปุ๋ยไปเหมือนเด็ก ๆ
“มนันยา” แปลจากเรื่อง “อะแมทเทอร์ออฟพรินซิเพิ้ล” ของ “เอ็ม. เอ คอลลินส์”
(ชื่อเรื่องภาษาไทย “ไม่ต้องลงทุนลงแรง” )
เรื่องสั้น
แฮร์รี่ แคนน่อน เป็นคนที่ทำงานอย่างรอบคอบระมัดระวังและวางแผนล่วงหน้าอย่างดี
เยี่ยมเสมอ เขาจึงได้รับผลสำเร็จในงานทุกชิ้นที่ทำ รวมทั้งงานชิ้นล่าสุดคือจี้ทรัพย์
ร้านขายเหล้าของอาเธอร์ กิลเบิร์ต นั้นด้วย
ความสุขอีกอย่างหนึ่งของแคนน่อนนอกเหนือจากการชื่นชมเงินที่จี้มาได้ก็คือ อ่านข่าวหนังสือพิมพ์
ที่ลงเรื่องราวการจี้ของเขา เขามีสมุดอยู่เล่มหนึ่งใส่ไว้ในกระเป๋าเอกสารซ่อนอยู่หลังตู้เสื้อผ้า ในนั้น
มีข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่ลงเรื่องของเขาแปะไว้เกือบเต็มเล่ม
เช้าวันศุกร์ แฮร์รี่ แคนน่อน รีบตื่นแต่เช้าออกไปกวาดซื้อหน้งสือพิมพ์ทุกฉบับที่ออกในนิวยอร์ก
เพื่อมาดูข่าวของตนอย่างเคย แต่น่าแปลกที่ไม่มีฉบับไหนลงเรื่องการจี้ทรัพย์ร้านเหล้าเลย ดังนั้น
พอถึงกลางวันเขาจึงออกไปซื้อหนังสือพิมพ์กรอบบ่ายมาใหม่ แต่ก็ยังไม่มีข่าวที่เขาอยากเห็นอยู่
นั่นเอง ฉบับเย็นก็ยังไม่มีอีกเช่นเดียวกัน
เช้าวันเสาร์ ชายหนุ่มกวาดซื้อหนังสือพิมพ์หมดทุกฉบับอีก แต่เขาก็ไม่พบข่าวการจี้ร้านขายเหล้า
แต่อย่างใด แคนน่อนจึงกวาดตาดูหมดทุกคอลัมน์ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ รวมทั้งมองหาด้วยว่า
มีตรงไหนหรือไม่ที่ลงข่าวการตายของอาเธอร์ กิลเบิร์ต เจ้าของร้านเหล้าแห่งนั้น เพราะถ้ากิลเบิร์ต
ไม่ไปแจ้งความ ก็แปลได้อย่างเดียวว่าเขาคงตายเสียแล้ว แต่แคนน่อนก็ไม่พบข่าวที่คาดเดาอยู่
นั่นเอง ทว่าชายหนุ่มกลับเจอแจ้งความอันหนึ่งซึ่งสะดุดความสนใจอย่างจัง มันเขียนว่า
“ถ้า จ.จ.ต. คนที่เข้าไปในร้านเหล้าของผมก่อนร้านปิดในคืนวันพฤหัสบดีอ่านเจอประกาศนี้ โปรดโทร.
มาที่เบอร์เซอร์เคิ้ล 1-62006 ด้วย เขาจะได้รับผลประโยชน์อย่างงาม จาก อ.ก.”
เมื่อตอนปล้นร้านขายเหล้าแห่งนี้ แคนน่อนสวมจมูกยางซึ่งติดกับแว่นตาทำด้วยยาง มีแต่กรอบสีดำ
ไม่มีเลนส์ ดังนั้น จ.จ.ต. ในประกาศโฆษณาจึงน่าจะหมายถึง “โจรจมูกโต” และ “อ.ก.” ก็คือ อาเธอร์
กิลเบิร์ต ชื่อของเจ้าของร้านแห่งนั้นนั่นเอง ข้อความในประกาศนั้นน่าทึ่งมาก อ่านแล้วก็เดาไม่ออกว่า
ผู้ลงแจ้งความมีความประสงค์อะไร แฮร์รี่ แคนน่อน ตรึกตรองอยู่ไปมาตลอดทั้งวัน จนตกเย็นเขาจึง
หมุนโทรศัพท์ไป เมื่อมีเสียงผู้ชายรับสายและพูดว่า “ร้านขายเหล้ากิลเบิร์ต” แคนน่อนก็พูดสั้น ๆ ว่า
“ผมอ่านเจอประกาศของคุณแล้ว”
อีกฝ่ายทำเสียงคล้ายสำลักลมหายใจ แล้วเขาก็พูดด้วยเสียงกึ่งกระตือรือร้นกึ่งโล่งใจกลาย ๆ ว่า
“ตอนนี้ผมอยู่ตามลำพัง เราพูดกันได้เลย”
“ก็พูดไปซิ”
“คุณคงจะสังเกตพบว่าหนังสือพิมพ์ไม่ได้ลงข่าวการ… เอ้อ… พบกันของเราเลย”
“อะฮะ”
“ผมไม่ได้ไปแจ้งความเองแหละ ผมอยากรู้ว่าถ้าเสนองานให้คุณสักชิ้นหนึ่ง คุณจะรับทำมั้ย”
“เรอะ งานอะไรล่ะ”
“งานไม่เสี่ยงหรอก ค่าจ้างสองหมื่น ได้มาก็แบ่งกันคนละครึ่งคุณกับผม สนใจมั้ยล่ะ”
แคนน่อนนิ่งไปอึดใจหนึ่ง “ฟังแปลกดีนะ เจ้าทุกข์อยากจะเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยเนี่ยนะ”
“ก็คุณเป็นคนเดียวในสายงานนี้ที่ผมเคยเจอะเจอนี่นะ ถ้าผมรู้จักคนอาชีพเดียวกับคุณก่อนหน้านี้ ผมก็คง
ทาบทามเขาไปแล้ว”
แคนน่อนนิ่งไปอีก “คืนนั้นที่เราพบกันทำไมคุณไม่พูดกับผมเรื่องงานนี่เสียเลยล่ะ”
อีกฝ่ายตอบเสียงแห้ง ๆ ว่า “ก็เขาลือกันว่าคุณมันมือไวไกเร็วเหลือเกินนี่ ผมก็กลัวน่ะสิ ยังไง ๆ ผมก็
ต้องระวังไว้ก่อนละ เดี๋ยวคุณกดโป้งเข้าให้ผมก็แย่ พอคุณไปได้สักประเดี๋ยวผมก็ได้แต่นึกเสียดาย
แต่ก็ไม่รู้จะติดต่อคุณได้ยังไง ก็เลยลองเสี่ยงลงประกาศ”
แต่แคนน่อนกลับตัดบทเสียทันที “เอาละ เราพูดกันมามากเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าตำรวจดักฟังอยู่หรือเปล่า
เอาไว้วันจันทร์ค่อยคุยกันอีกทีก็แล้วก้น” แล้วเขาก็วางหู
ก็คงจะต้องเช็คดูให้รอบคอบละ แฮร์รี่ แคนน่อน นึก จะได้ติดต่ออาเธอร์ กิลเบิร์ต อีกครั้งหนึ่งได้โดย
ไม่เสี่ยง แต่อย่างไรก็ดีการรับทำงานให้กิลเบิร์ตนั้นก็มีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือกิลเบิร์ตจะได้เห็นหน้า
เขาอีกโดยไม่มีจมูกยางอำพราง ซึ่งการให้อีกฝ่ายเห็นหน้านั้นเป็นเรื่องที่แคนน่อนไม่เคยทำมาก่อนเลย
ชายหนุ่มลงมือเช็คอย่างรอบคอบถี่ถ้วนจนแน่ใจว่าตำรวจไม่ได้วางกับดัก และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ใด ๆ ในการลงประกาศแจ้งความของอาเธอร์ กิลเบิร์ต ในที่สุด เมื่อแน่ใจเต็มที่ว่าอาเธอร์
กิลเบิร์ต ไม่ได้คิดไม่ซื่อแล้ว แฮร์รี่ แคนน่อน จึงไปดักชายผู้นั้นที่สถานีรถไฟ แล้วก้าวตาม
เข้าไปนั่งติดกันในตู้โดยสาร
“เอาละ เราพูดธุระกันได้แล้ว” แคนน่อนพูดขึ้นเบา ๆ
กิลเบิร์ตสะดุ้งก่อนจะหันมามอง ลมหายใจของเขาสะดุด “คุณทำเอาผมตกใจแน่ะ” เขาพูด
“เอาจมูกกับแว่นยางออกไปแล้ว ผมจำคุณไม่ได้เลย”
“งานที่คุณว่าน่ะงานอะไร” แคนน่อนตัดบท
“ย่องเบาบ้านผมไง” ฝ่ายนั้นตอบสั้น ๆ
แคนน่อนมองหน้า “อยากโดนผมจี้อีกงั้นเรอะ”
“ผมจะอธิบายให้ฟัง เงินทั้งหมดในครอบครัวเราเป็นเงินของเมียผมทั้งนั้นเลย ผมแต่งงานกับหล่อน
ก็เพราะเงิน ร้านขายเหล้าที่ผมทำอยู่ก็เป็นเงินของเมียที่เขายื่นโยนมาให้เพื่อผมจะได้มีอาชีพ
น้องชายของเมียจะตามตรวจบัญชีเดือนละครั้ง ถ้าเกิดเงินขาดบัญชีไปสัก 10 เซ็นต์ 20 เซ็นต์
หล่อนก็จะต้องรับรู้ เพราะฉะนั้นเงินที่คุณจึ้ผมไปเมื่อคืนวันพฤหัสฯ 500 ดอลลาร์ก็จะต้องทำให้บัญชี
ขาดดุล และเมียผมจะต้องรับรู้อย่างแน่นอนที่สุด แล้วผมก็จะต้องถูกเอมีลี่หักเงินเดือนชดใข้น่ะสิ
จะอะไรเสียอีก คุณรู้มั้ยว่าบ้านก็บ้านของหล่อน รถก็รถของหล่อน ผมไม่มีอะไรทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นของเอมิลี่ทั้งหมด”
ใบหน้าของเขาจึดแหยเมื่อพูดต่อไปว่า “เอมิลี่มีเงินสดเก็บไว้ในบ้านก้อนหนึ่งตลอดเวลา ประมาณ
สองหมื่นเหรียญเห็นจะได้ มันอยู่ในเซฟฝังในผนังในห้องนอน”
“ผมไม่ใช่นักงัดแงะเซฟนะคุณ” แคนน่อนท้วง
“ไม่จำเป็นต้องงัดหรอก ผมจะให้รหัสคุณเอง”
แคนน่อนหรี่ตา “ถ้าคุณรู้รหัส ทำไมคุณไม่เปิดเซฟเสียเองล่ะ”
“เพราะหล่อนจะรู้ทันทีว่าผมเปิดและเอาเงินไปน่ะสิ รหัสนั่นไม่มีใครอื่นรู้เลยนอกจากเราสองคน
ถ้าจับได้หล่อนเฉดผมออกจากบ้านแน่ ๆ”
“ได้ตั้งสองหมื่นถูกเฉดหัวออกมามันก็คุ้มน่า”
อาเธอร์ กิลเบิร์ต ยิ้มอย่างขมขื่น “คุณไม่รู้จักเมียผมเสียแล้ว หล่อนจะแจ้งตำรวจและจัดการ
ให้ผมต้องติดคุกแหง ๆ แต่ถึงผมจะหนีรอดไปได้ก็ยังไม่คุ้มอยู่ดี ผมเป็นทายาทมรดกเพียง
คนเดียวของเอมิลี่ มรดกน่ะมากถึงเจ็ดแสนห้าหมื่นดอลลาร์เชียวนะคุณ หล่อนเองก็สุขภาพ
ไม่ค่อยจะดี ผมขอยู่รอรับมรดกตอนหล่อนตายดีกว่า”
แคนน่อนพยักหน้า “โอเค ไหนเล่าแผนให้ฟังซิ”
“เมียของผมเป็นอัมพาตครี่งตัวตั้งแต่เอวลงไป ต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลาและมักอยู่แต่ในห้องนอน
เวลาผมไม่อยู่บ้าน เอมิลี่จะมีพยาบาลชื่อมิสเพรนทิซมาคอยดูแล พอผมกลับถึงบ้านหล่อนจึงจะกลับ
สรุปแล้วเราก็อยู่กันแค่สองคนในบ้าน”
“เข้าใจละ คุณต้องการให้ผมย่องเข้าไปแล้วใช้ปืนจี้คุณเอาเงินสินะ”
“ไม่ใช่ คุณต้องเข้าไปตอนผมไม่อยู่ เราจะกะเวลากัน ผมอยากให้คุณเข้าไปตอนผมอยู่กับน้องชาย
ของเมียที่บ้านข้าง ๆ เอมิลี่ไม่เคยว่าอะไรถ้าผมจะทิ้งหล่อนไปสักนิดสักหน่อยตราบใดที่หล่อนรู้ว่า
ผมไปไหน เอมิลี่มีโทรศัพท์หัวเตียง มีอะไรก็โทร. เรียกผมได้”
“ตกลง คุณกำหนดเวลามาซิ” แคนน่อนบอก
กิลเบิร์ตขบริมฝีปาก “คืนนี้ดีมั้ย ผมคงกลับถึงบ้านราวห้าทุ่ม พอผมถึงบ้าน พยาบาลก็จะกลับทันที
ดอน น้องชายของเอมิลี่ไม่เคยเข้านอนก่อนโทรทัศน์จบรายการโชว์ตอนดึก ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่อง
ผิดปกติอะไรที่ผมจะเดินไปคุยกับเขาแล้วอยู่ดูรายการโชว์ด้วยกันจนถึงเที่ยงคื้น ผมทำแบบนี้บ่อยไป
เอมิลี่ก็ดูรายการเดียวกัน หล่อนจะนั่งดูบนเก้าอี้ล้อหน้าโทรทัศน์ในห้องนอน ผมจะไปบ้านของดอน
โดยออกประตูด้านข้าง ถ้าคุณไปซุ่มอยู่ที่โรงรถ คุณก็จะมองเห็นผมเดินออกไปได้ถนัด แล้วคุณก็ใช้
ประตูเดียวกันนี้แหละเข้าบ้าน ผมจะปล่อยไว้ไม่ล็อก”
“ห้องที่เมียคุณนอนอยู่ตรงไหนล่ะ”
“ประตูข้างที่ผมบอกคือประตูทางด้านตะวันออกของบ้าน คุณเดินตรงเข้าไปตามช่องทางเดินก็จะพบ
บันได พอขึ้นไปถึงหัวบันไดก็เลี้ยวขวา เป็นห้องที่สองทางด้านขวา เซฟฝังผนังนั้นอยู่หลังกรอบรูป
บนผนังด้านทิศเหนือ เตือนไว้อย่างนะว่าอย่าให้เอมิลี่ได้ยินเสียงกุกกักเป็นอันขาดก่อนคุณจะเปิดเซฟเสร็จ
แต่ก็ไม่ลำบากอะไรนักเพราะชั้นบนปูพรมตลอด คุณเดินย่อง ๆ ก็แล้วกัน ที่เตือนก็เพราะเอมิลี่มีปืนพก
อยู่ในลิ้นชักหัวเตียง ผมไม่อยากให้มีการยิงกันเกิดขึ้นน่ะ นอกจากปัญหาเรื่องเงินแล้วผมก็ไม่เคย
ไม่ชอบเมีย ผมรักเอมิลี่เสียด้วยซ้ำไป สัญญานะว่าจะไม่ทำอันตรายหล่อน”
“ใครไม่ทำอะไรผม ผมก็ไม่ทำเขาหรอก” แคนน่อนตอบ
“อีกอย่างนึง คุณไม่ต้องกลัวเอมิลี่โวยวายขึ้นหลังจากคุณไปแล้วหรอกนะ ตัดสายโทรศัพท์เสีย
ก็แล้วกัน ชั้นบนมีเครื่องพ่วงในห้องนั้นเครื่องเดียว เอมิลี่ลงบันไดมาไม่ได้อยู่แล้ว พอไม่มีโทรศัพท์
หล่อนก็โวยไม่ได้เอง เรื่องตะโกนน่ะไม่มีทาง เพราะหล่อนไม่มีแรง ก็ได้แต่รอจนผมกลับเท่านั้นเอง
ผมจะอยู่ที่บ้านของดอนจนตีหนึ่ง คุณจะได้มีเวลาหนีไปได้สบาย ๆ คุณก็แค่หยิบเงินหมื่นนึงออก
จากเซฟแล้วเปิดหนีไปเท่านั้นเอง”
“อ้าว! หมื่นนึงเรอะ” แคนน่อนนิ่วหน้า “ไหนเคยว่าสองหมื่นไง”
กิลเบิร์ตยิ้มนิดหนึ่ง “ต้องขอโทษด้วยที่ไว้ใจคุณน้อยไปหน่อย แต่ผมจะรู้ได้ยังไงว่าคุณเอาไป
สองหมื่นแล้วจะกลับมาแบ่งให้ผมหมื่นนึงตามสัญญา ผมไม่รู้จักคุณด้วยซ้ำ แล้วก็ไม่รู้ว่าคุณอยู่
ที่ไหนอีกต่างหาก ตอนเอมิลี่หมุนรถไปส่งพยาบาลที่บันไดอย่างเคยทุกวันนั้น ผมจะรีบเปิดเซฟ
หยิบหมื่นนึงของผมเสียก่อน ทิ้งอีกหมื่นไว้ให้คุณไง” นิ่งไปนิดหนึ่งแล้วกิลเบิร์ตก็พูดต่อ
“แล้วก็ไม่ต้องกลัวผมหักหลังยิงคุณเสียตอนผมเดินออกจากบ้านไปหรอกนะ เพราะผมต้องหวังพึ่ง
การย่องเบาของคุณอย่างเต็มที่เพื่อให้ตัวเองพ้นสงสัย”
แคนน่อนพยักหน้า “ตกลงเป็นอันเข้าใจกันแล้ว ลงมือคืนนี้ก็ได้”
บ้านหลังนั้นเป็นตึกสองชั้นหลังใหญ่ อยู่ลึกเข้าไปจากถนนโดยมีสนามใหญ่คั่น แคนน่อน
จอดรถห่างออกไปราวครึ่งช่วงถนนแล้วอ้อมมาเข้าทางด้านหลังบ้าน ตรงไปแอบซุ่มอยู่ข้างโรงรถ
ใหญ่จอดรถได้สองคันของบ้านหลังนั้น หลังห้าทุ่มเล็กน้อยเขาก็เห็นไฟหน้ารถสว่างมาตามถนนเข้าบ้าน
แล้วรถเก๋งคันหนึ่งก็เข้าจอดในโรง มีเสียงประตูรถปิดปัง ตามด้วยเสียงฝีเท้าเดินกุก ๆ มาตามพื้นคอนกรีต
ร่างท้วมของอาเธอร์ กิลเบิร์ต โผล่พ้นมุมโรงรถออกมาแล้วมีเสียงเรียกเบา ๆ “นั่นคุณเรอะ”
“อะฮะ” แคนน่อนทำเสียงงึมงำในลำคอ
“คอยอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวผมจะออกมา” อีกฝ่ายสั่ง “จะพยายามออกมาให้ได้ตอนห้าทุ่มครึ่ง” แล้วเขาก็
หันหลังกลับเดินเข้าบ้านไป
ไม่กี่นาทีถัดจากนั้นผู้หญิงในเครื่องแบบพยาบาลสีขาวโผล่ออกมาจากประตูเรือนด้านข้างเช่นเดียวกัน
แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางถนนหายลับไป ห้าทุ่มครึ่งประตูข้างก็เปิดออกอีกครั้ง กิลเบิร์ตโผล่ออกมากลาง
แสงจันทร์ ที่ซอกแขนมีปืนลูกซองลำกล้องแฝดหนีบมาด้วย แคนน่อนยืดตัวลุกขึ้นเมื่อฝ่ายนั้นเดินใกล้
เข้ามา แต่น่าแปลกที่พอใกล้จะถึง ลำกล้องปืนก็ถูกตวัดขึ้นฉับพลันแล้วจ่อปากกระบอกห่างท้องของ
แฮร์รี่ แคนน่อน เพียงไม่กี่นิ้ว
“อะไรกันล่ะนี่” แคนน่อนถาม หรี่ตาลงอย่างระแวง
“ก็แค่ระวังไว้ก่อนเท่านั้นเอง เพราะพอบอกรหัสเซฟไปแล้ว ผมก็ควรมีอะไรป้องกันตัวไว้บ้าง
ไม่งั้นคุณจี้เอาหมื่นนึงในกระเป๋าผมนี่ไปเสียด้วยจะว่าไงล่ะ”
“คุณนี่คิดรอบคอบระมัดระวังไปเสียทุกแง่ทุกมุมเลยเชียวนะ” แคนน่อนพูดด้วยเสียงเย็นชา
“เอ้า บอกรหัสเซฟมาซิ”
ชายหนุ่มท่องรหัสที่กิลเบิร์ตบอกพึมพำอยู่ในลำคอ 2-3 ครั้งก็จำได้ เขาควักจมูกยางซึ่งติดกับ
แว่นตาซึ่งมีแต่กรอบขึ้นมาใส่ ตลอดเวลานั้นปากกระบอกปืนลูกซองของอีกฝ่ายยังจ้องตรงเป๋ง
มายังเขาอยู่อย่างนั้น เมื่อเรียบร้อยแคนน่อนจึงสั่ง “เอ้า! คุณจะไปบ้านข้าง ๆ ก็ไปซิ”
เจ้าของร้านขายเหล้ายิ้มฟันขาว “ผมไม่หันหลังให้คุณหรอกเพื่อนเอ๋ย คุณเข้าไปข้างในเสียก่อนสิ
ผมจึงจะไปมั่ง”
แคนน่อนทำเสียงอยู่ในลำคออย่างไม่ชอบใจ และเมื่อเขาออกเดินก็มีความรู้สึกว่าปากกระบอกปืน
ยังคงจ้องมายังแผ่นหลังของเขาอย่างไม่เลิกรา ชายหนุ่มลองหมุนลูกบิดดูก็พบว่ามันไม่ได้ล็อก
เขาจึงผลักบานประตูเปิดออกแล้วหันกลับไปมอง อาเธอร์ กิลเบิร์ต ก้าวออกมาจากเงามืดข้างโรงรถ
โดยลดปากกระบอกปืนลูกซองลงดิน เขาโบกมือให้แคนน่อน แล้วเดินตัดสนามตรงไปยังบ้านข้าง ๆ
ตามที่บอกไว้จริง ๆ
แฮร์รี่ แคนน่อน ก้าวล่วงเข้าไปภายในตัวบ้านแล้วปิดประตูตามหลัง ช่องทางเดินตรงนั้นเปิดไฟ
เอาไว้สลัว ตรงปลายสุดคือบันไดขึ้นไปสู่ชั้นบนซึ่งมีไฟทางเดินเปิดอยู่เช่นกัน เขาก้าวขึ้นไปยังจุดหมาย
โดยปราศจากเสียง ประตูห้องทางขวาปิดอยู่แต่มีเสียงโทรทัศน์ดังออกมาแว่ว ๆ ชายหนุ่มดึงปืนพก
ออกมาถือไว้ ปลดเซฟ หมุนลูกบิดประตูแล้วค่อย ๆ ผลักเปิดโดยปราศจากเสียง และแล้วเขาก็แทบ
สะดุ้งเมื่อพบว่าตรงหน้าเขานั้นคือเก้าอี้ล้อสำหรับคนพิการ ซึ่งหญิงสูงอายุผมขาวโพลนคนหนึ่งนั่งจ้อง
มาทางเขาราวกับคอยอยู่ ใบหน้านั้นถมึงทึง แขนทั้งสองวางทาบบนเท้าแขนเก้าอี้ล้อ ในมือข้างขวา
มีปืนพกรีวอลเวอร์ซึ่งปากกระบอกชี้ตรงมายังช่องประตู
แคนน่อนมีปฏิกิริยาตอบสนองเร็วกว่าครั้งใด ๆ ในชีวิต นิ้วของเขาเหนี่ยวไกปืนซึ่งแผดเปรี้ยง
ออกมาทันที กระสุนปืนจับเปาะเข้าที่ทรวงอกของหญิงชรา หล่อนอ้าปากกว้างโดยปราศจาก
เสียง มือขวาร่วงลงข้างกายทั้ง ๆ ยังจับปืนแน่นอยู่อย่างนั้น มีเสียงครืดคราดดังออกมาจาก
ลำคอหน่อยหนึ่ง แล้วร่างผอมบางก็คว่ำหน้าลงไป
แคนน่อนถลาพรวดเดียวไปถึงตัว จิกผมหล่อนขึ้นเพื่อดูอาการ แต่เพียงเห็นแวบเดียวก็บอกได้
ว่าหญิงผู้นั้นสิ้นใจเสียแล้ว เขาซุกปืนพกลงกับเข็มขัด ตรงไปดึงรูปภาพที่ผนังด้านเหนือออก
ข้างหลังเป็นเซฟจริงอย่างที่กิลเบิร์ตบอก เขาท่องรหัสที่จำมางึมงำแล้วลงมือหมุนตัวเลขอย่าง
รีบร้อน ไม่กี่วินาทีถัดจากนั้นประตูเซฟก็เด้งเปิดออก เขาเบิกตาโพลงเมื่อมองเห็นธนบัตรวาง
ซ้อนกันอยู่เป็นตั้ง เขาโกยลงกระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกงโดยไม่รอช้า และเพียงนาทีครึ่ง
ถัดจากที่ก้าวเข้าไปในห้องนั้น แคนน่อนก็วิ่งกลับออกมา กระโจนลงบันไดอย่างรวดเร็ว
ทว่าที่ขั้นพักของบันไดนั้นเอง อาเธอร์ กิลเบิร์ต ยืนรออยู่แล้ว ปากกระบอกปืนลูกซองจ้อง
เป๋งตรงมา แคนน่อนลนลานชักปืนพกออกจากเข็มขัดแต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว เสียงปืนลูกซอง
แผดปังขึ้น เขาเจ็บแปลบอย่างรุนแรง แล้วสัมปฃัญญะทั้งปวงก็ดับวูบลง
อาเธอร์ กิลเบิร์ต ผละจากร่างปราศจากวิญญาณของนักย่องเบา แล้ววิ่งขึ้นบันไดตรงไปยัง
ห้องนอนของภรรยาซึ่งประตูยังเปิดอ้าอยู่ เขากวาดตามองภาพตรงหน้าอย่างพอใจ วางปืน
ลูกซองทิ้งไว้นอกห้องก่อนแล้วจึงก้าวเข้าไป
เขาต้องใช้ความพยายามไม่น้อย กว่าจะแกะปืนพกออกจากนิ้วมือที่เกร็งแน่นของศพได้ จากนั้น
จึงหย่อนปืนคืนลงในลิ้นชักโต๊ะหัวเตียงแล้วผลักลิ้นชักปิดลงตามเดิม ถ้ดจากนั้นเขาก็ออกจาก
ห้องนอนวิ่งลงบันไดไปข้างล่าง
ประตูเรือนด้านข้างเปิดผางออกเมื่อเขาลงบันไดไปถึงขั้นสุดท้ายพอดี ชายผอมสูงอายุราว 50 ปี
ถลันเข้ามา เขาหยุดกึกเมื่อเห็นกิลเบิร์ต แล้วก็จ้องเขม็งเป็นเชิงถาม อาเธอร์ กิลเบิร์ต เดินตรง
เข้าไปหา ตัวตรงแข็งทื่อหน้านิ่งเฉยแบบคนที่ตกใจจนช็อก
“ให้ตายเถอะ! เกิดอะไรขึ้น! ใครยิงอะไรฮึ!” ชายผอม ใบหน้าเรียวลีบผู้นั้นร้องถาม
“คนร้ายสวมแว่นตาปลอมกับจมูกปลอม” กิลเบิร์ต ตอบเสียงลาก ๆ อย่างคนสติสตังไม่อยู่กะเนื้อ
กะตัว “มิสเพรสทิซคงลืมล็อกประตูตอนกลับออกไป มันก็เลยเข้ามาทางนั้น ผมกำลังนั่งทำความ
สะอาดปืนลูกซองอยู่ที่ห้องใต้ดินตอนได้ยินเสียงปืน ผมก็เลยคว้าปืนลูกซองวิ่งขึ้นไปดู ไปทัน
คนร้ายที่วิ่งสวนลงมาพอดี ผมยิงออกไปทั้งสองปากกระบอกพร้อมกันเลย เขาตายเสียแล้วละ”
“แล้วเอมิลี่ล่ะ” น้องเมียของเขาซัก
“ก็เสียงปืนนัดแรกนั่นไง” กิลเบิร์ต บอก ใบหน้าเหยเกด้วยความทุกข์ทรมานโศกเศร้า
“ประตูเซฟเปิดอ้าอยู่ และหล่อนก็ตายอยู่บนเก้าอี้ล้อ คนร้ายยิงหล่อน”
“โอย!” ชายร่างผอมสูงร้องอย่างตกใจยิ่ง “โธ่เอ๋ย พี่เอมิลี่!”
จาก “งานก็เสร็จหลายอย่าง ค่าจ้างก็ไม่ต้องจ่าย”
แปลโดย “มนันยา” จากเรื่อง “เดอะไพรซ์ออฟเฟม” ของ อาร์. เดมมิ่ง
เรื่องสั้น
“ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอะไรอย่างนี้” เสียงบาทหลวงแว่วมา ริต้าขยับหมวก หล่อนเกลียดพิธีศพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีศพขณะที่ลมตะวันออกพัดแรงจัดและอุณหภูมิลบ 15 องศาเซลเซียสแบบนี้
นักบวชเองแม้จะพยายามทำท่าเคร่งขรึมให้ดูน่าเลื่อมใส เพราะถ้าหากพวกชโตลเซ่พอใจกับพิธี
ศาสนาก็จะบริจาคเงินก้อนโต แต่ท่านก็ยังพูดตะกุกตะกักอ้าปากไม่ค่อยออก เหมือนเพิ่งก้าวออกมา
จากตู้แช่แข็งและเนื้อตัวยังไม่ละลายหายแข็ง
“… เกิดขึ้นรวดเร็วมากเลยละเธอ” ผู้หญิงที่อยู่ข้างหลังริต้ากระซิบบอกเพื่อน
ไม่หรอก ริต้านึก ไม่ได้เร็วเลย ตั้ง 20 กว่านาทีแน่ะ….
แล้วก็เหมือนปีก่อน ๆ คือริต้ารั้ง ๆ รอ ๆ ไม่อยากจะมางานเลย แล้วก็เหมือนกับทุกปี คือหล่อน
นึกโกรธตัวเองที่หาเรื่องแก้ตัวที่จะไม่มางานวันเกิดแม่ไม่ได้ ไม่เหมือนมารีน่าที่จะต้องอ้างธุระด่วน
ทุกครั้งที่หล่อนไม่อยากไปงานไหน มารีน่าผู้เป็นดาวเด่นเสมอในทุก ๆ ที่ และบดบังรัศมีของน้อง
สาวจนไม่มีเหลือ มารีน่าผู้ซึ่งริต้าริษยามาตลอด ไม่อยากได้ยินแม้กระทั่งชื่อ
หล่อนไม่ได้ขับเร็ว เพราะขับเร็วไม่ได้อยู่แล้ว เนื่องจากเจ้าเฟียตแก่ของหล่อนผลิตขึ้นตั้งแต่ยุคหิน
ละกระมัง และถนนนั้นเล่าก็ลื่นแสนลื่นปกคลุมด้วยหิมะที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง
ริต้าพยายามเช็ดกระจกหน้าด้านขวาหลายต่อหลายครั้งอย่างไม่ย่อท้อเพื่อให้มองเห็นทาง แต่รถหรู
แบบรถเดมเลอร์ของมารีน่า คนขับไม่ต้องลำบากลำบนอย่างนี้เลย เพราะเครื่องทำความร้อนคุณภาพดี
ของรถจะทำให้อุ่นสบาย และกระจกไม่ถูกหิมะจับเป็นน้ำแข็ง นอกจากนั้นแล้วก้นยังไม่เย็นเจี๊ยบด้วย
ความหนาวอีกด้วย
เมื่อไปถึงบ้านแม่ รถสีเขียวคันหรูของมารีน่าจอดอยู่เรียบร้อยแล้ว กินที่มากมายจนริต้า
ต้องขับเข้าไปจอดอย่างยากลำบาก เมื่อเปิดประตูรถแล้วก็ต้องค่อย ๆ เลื้อยออกมายังกับ
ปลาไหล
มารีน่าอยู่ในชุดรัดรูปฟิตเปรี๊ยะสีเขียวสดใส ซึ่งมีหล่อนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสวมแล้ว
ดูสวย สะโพกนั้นไม่มีไขมันเลย และที่ขาอ่อนก็ไม่มีเซลลูไลต์เกาะทำให้ดูเทอะทะเหมือน
ผู้หญิงวัยเดียวกัน รูปร่างของมารีน่าแสนจะสมบูรณ์แบบ เสื้อทุกตัวที่หล่อนสวมจะดูเหมาะ
เจาะพอดิบพอดี ไม่ใช่ห้อยร่องแร่งเหมือนกระสอบมันฝรั่งเปล่า ๆ และมันจะทำให้มารีน่าผู้
สวมดูสวยยิ่งขึ้นเสมอ ใบหน้าของมารีน่าปราศจากริ้วรอยใด ๆ และผมนั้นเล่า….
“ริต้า! ในที่สุดก็มาเสียที! สายเสมอเลยนะลูกน่ะ! ชอบสีผมของมารีน่ามั้ย สวยนะ
ลูกน่าจะลองย้อมดูมั่ง แต่ไม่ดีหรอก คงไม่เหมาะกับลูก แดงออกยังงั้น…”
ริต้านั่งฟังแม่ของหล่อนพูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ต้องการคำตอบ ซึ่งก็นับว่าโชคดี
หล่อนบอกอวยพรวันเกิด แต่เธอก็พูดปัดไปอย่างไม่สนอกสนใจเหมือนเอามือปัดถุงเท้าสกปรก
มารีน่าเป็นคนจัดโต๊ะอาหาร หล่อนใช้เครื่องกระเบื้องยี่ห้อฮุทเซ่นรอยเตอร์ และใช้มีดส้อมและ
ช้อนเงินแท้ แม่ของหล่อนชี้ให้ริต้าดูกระดาษเช็ดมืออย่างปลาบปลื้ม
“ดูกระดาษเช็ดมือที่พี่เขาพับสิลูกจ๋า สวยมั้ยล่ะ มารีน่านี่หัวศิลป์จริง ๆ!”
มารีน่าคงใช้เวลาพับราว 10 นาที แต่ก็เป็น 10 นาทีที่เสียสละอย่างยิ่ง เพราะเวลาของหล่อน
เป็นเงินเป็นทองออกปานนั้น ตั้ง 10 นาทีที่หล่อนเสียสละมาพับ กระดาษเช็ดมือเป็นศิลปะแสนเก๋
และแม่ชมแล้วชมอีกไม่จบไม่สิ้น
แต่ว่าฤดูร้อนปีที่แล้วมารีน่าหายหน้าไปไหนเสียล่ะ ตอนที่แม่เข้าโรงพยาบาลผ่าตัดสะโพกน่ะ
ใครล่ะที่ต้องรับภาระซักและรีดชุดนอนและชุดชั้นในให้แม่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ใครล่ะที่หอบหิ้วผลไม้
และน้ำผลไม้ไปส่งเสียตลอดเวลาที่แม่นอนช่วยตัวเองไม่ได้ งานชั้น 2 ก็เหมาะสมแล้วนี่นะกับ
ลูกสาวชั้น 2 อย่างริต้า ลูกสาวกระจอก ๆ ซึ่งมีชีวิตกระจอก ๆ เป็นครูสอนเด็กอนุบาลและมีสามี
ไม่เอาไหนซึ่งแอบนอกใจเมียอยู่เนือง ๆ
ชีวิตของน้องสาวกระจอก ๆ อย่างหล่อนเป็นเรื่องที่มารีน่ารับไม่ได้ เพราะมารีน่าเป็นคน
เปรื่องปราดและดีงามไปเสียหมดทุกอย่าง เมื่อหล่อนไปเยี่ยมแม่ประเดี๋ยวหนึ่งที่โรงพยาบาล
มารีน่าสวมมินิสเกิร์ตท่าทางปราดเปรียว เมื่อเดินกรายผ่านเตียงคนไข้ไปก็ทิ้งกลิ่นน้ำหอมเอลิซาเบท
อาร์เดน ฟุ้งตามหลัง หล่อนหอบกุหลาบแดงช่อโตเบ้อเริ่มมาเยี่ยมแม่ แล้วก็ทิ้งความประทับใจ
มากมายไว้ให้แก่หมอผ่าตัดและผู้ชายทุกคนที่นั่น
มารีน่าไปเยี่ยมครั้งเดีวและประเดี๋ยวเดียว แต่แม่ก็เฝ้าสรรเสริญไม่รู้จบจนถึงวันนี้ แถมยังแก้เนื้อ
แก้ตัวแทนเสร็จสรรพว่าบรรณาธิการที่งานท่วมหัวอย่างลูกสาวคนโปรดสามารถปลีกตัวมาได้ตั้ง
ครึ่งวันแค่นี้ก็ดีนักหนาแล้ว
แล้วริต้ากับถุงใส่เสื้อผ้าใช้แล้วที่กำลังจะขนไปซักก็จางหายไปจากความทรงจำของทุกคน
เค้กวันเกิดของแม่หรูยิ่งจนกินแล้วชักจะปวดท้อง แต่ริต้าก็ตักกินถึง 2 ชิ้น เพื่อที่จะได้ก้มหน้าก้มตา
กิน ไม่ต้องเงยขึ้นมองหรือชื่นชมกับมารีน่าตามทีแม่บอกให้มองและชื่นชม แต่แล้วขณะที่ริต้า
กำลังตักหน้าเค้กซึ่งเป็นบัตเตอร์ครีมเข้าปาก มารีน่าก็ทิ้งไพ่ใบเด็ดจนได้
“หนูเล่าหรือยังคะว่าไฮท์มานน์จะเกษียณกลางปีหน้า” มารีน่ายังไม่ได้เล่าแน่นอน แต่นั่นก็เป็นวิธี
คุยโอ้อวดแบบเนียน ๆ ของหล่อน ริต้าอยากจะใช้ส้อมบดชิ้นเค้กให้แหลกคามือนัก “แล้วทายซีคะว่า
ใครเอ่ยจะได้เลื่อนเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการปีหน้า”
มารีน่าชะโงกตัวไปข้างหน้าขณะตั้งคำถาม ท่าทางภาคภูมิใจในความสำเร็จของตัวเองยิ่งนัก แม่ของ
หล่อนร้องกรี๊ดอย่างปลาบปลื้ม และริต้าก็ต้องพึมพำแสดงความยินดีไปตามมารยาท ทั้ง ๆ ที่เสียงที่
พึมพำออกไปนั้นจะฟังดูคล้ายคำสาปแช่งมากกว่าก็ตาม
ทำไมเรื่องทั้งหลายจะต้องเป็นไปแบบนี้เสมอด้วยนะ มารีน่าจะชนะการแข่งขันทุกครั้งโดยไม่ได้พยายาม
อะไรมากมายเลย ขณะที่ริต้านั้นจะต้องล้มลุกคลุกคลานเอาตัวแทบไม่รอด และสอบได้เกรดต่ำใกล้โหล่
อยู่ตลอด มารีน่าได้รางวัลในการแข่งขันกีฬามากมายจนไม่มีที่วางถ้วยรางวัล ขณะที่ริต้านั้นแค่วิ่งผลัด
ก็ยังทำไม้หล่น มารีน่าสอบได้ที่ 1 ได้ลงรูปในหนังสือพิมพ์ท้องถื่น ส่วนริต้าสอบได้แบบคาบเส้นเสมอ
ริต้าแอบดูนาฬิกาข้อมือ คงจะต้องอีกประมาณชั่วโมงหนึ่งนั่นแหละหล่อนจึงจะลุกขึ้นลากลับ
ได้โดยไม่น่าเกลียด แล้วก็กลับไปสอนนักเรียนอนุบาลของหล่อนให้หัดเขียนเอบีซีดีต่อไป
โดยมีมารีน่าผู้ซึ่งได้ตำแหน่งหัวหน้ากองบรรณาธิการโดยปราศจากคู่แข่ง กลบรัศมีน้องสาว
หมดสิ้นอีกตามเคย เหมือนกระป๋องดีบุกตั้งเคียงกับทองแท่งอันวาววับยังไงยังงั้น
ในที่สุดก็ถึงห้าโมงเย็นซึ่งสมควรแก่เวลาที่จะลากลับได้เสียทีแล้ว ริต้าถ่วงเวลาต่ออีก 7 นาที
จึงลุกขึ้น แล้วการร่ำลาก็ดำเนินไปตามแบบแผน จูบลาคนโน้นคนนี้ มารีน่าพูดไปตามพิธีว่า
“แล้วแวะมามั่งนะ” อย่างไม่ได้จริงจังอะไรเลยอีกตามเคย
อากาศหนาวจัดของเดือนกุมภาพันธ์ทำให้รถเฟียตหนาวเยือกราวกระท่อมหิมะ ฝนที่ตกลงมา
จับเป็นคราบแข็งที่กระจกหน้ารถด้านนอก ส่วนข้างในรถนั้นแม้ลมหายใจก็แทบจะกลายเป็น
น้ำแข็ง ตอนนี้ริต้าไม่สนใจอะไรอีกแล้วเพราะจะได้กลับบ้านเสียที กลับไปสู่ชีวิตชั้น 2 ของ
หล่อนซึ่งไม่ได้ย่ำแย่อะไรนักเพราะไม่มีพี่สาวไว้คอยเปรียบเทียบ หล่อนยังจะต้องทนอีกแค่
พักเดียวเท่านั้น นั่นคือตอนที่มารีน่าจะขับรถเดมเลอร์คันหรูแซงปราดไปเหมือนจะโชว์ว่า
ชั้นแน่กว่านะยะ อันเป็นประเพณีที่หล่อนจะต้องทำตบท้ายเสมอเวลาทั้งสองมาที่บ้าน
มารีน่าผู้ซึ่งขับรถหรูกว่าและวิ่งได้เร็วกว่า จะลากลับหลังริต้ากลับแล้ว เพื่อที่จะได้
ขับตามมาทันและแซงหน้าวื้ดไปแถว ๆ ถนนเลียบริมทะเลสาบ ก่อนที่ถนนจะแยกเลี้ยว
พาพี่น้องทั้งสองแยกไปสู่ชีวิตของแต่ละคนที่ต่างกันสุด ๆ
มองไปที่กระจกมองหลัง ริต้าก็เห็นรถเดมเลอร์ของพี่สาวขับตามมาจริง ๆ แวบหนึ่งหล่อนอด
อิจฉารถชั้นดีมีระบบทำความร้อนชั้นเยี่ยมของมารีน่าไม่ได้ ขณะที่นิ้วมือที่กำรอบพวงมาลัย
ของหล่อนชาจนแทบจะแข็งเพราะความหนาว
มารีน่าขับเร็วและแซงรถเฟียตโกโรโกโสของน้องสาวไปโดยไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย
หล่อนโบกมือให้และกดแตร 3 ครั้งเหมือนอย่างเคย และริต้าก็ร้องว่าให้เหมือนเคยอีกเช่นกัน
แม้หล่อนจะนึกรำคาญในใจว่าพี่สาวชอบเล่นเป็นเด็ก ๆ ก็ตาม
เมื่อรถเดมเลอร์แซงพ้นและพยายามหักกลับเข้าช่องทางอันลื่นปราดเพราะน้ำแข็งจับตามเดิม
ก็เกิดการไถลลื่นและพุ่งทะยานต่อไปยังชายน้ำอย่างบังคับไม่อยู่ พริบตาเดียวมันก็พุ่งลงไป
ในทะเลสาบซึ่งน้ำแข็งตัวเป็นชั้นน้ำแข็งหนา ทำให้น้ำแตกเป็นสะเก็ดดังเปรี๊ยะ ฉีดกระจาย
ขึ้นไปในอากาศราวดอกไม้ไฟในงานฉลองส่งท้ายปีใหม่ เกิดเสียงดังโครมสนั่นเมื่อน้ำแข็งแตก
และตัวรถกระทบพื้นน้ำข้างใต้ แล้วอึดใจถ้ดมาทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสนิท รถเดมเลอร์หายวับ
ไปกับตา มีแต่เพียงรอยแตกของน้ำแข็งตรงนั้นเท่านั้นที่ปรากฏอยู่ และคลื่นระลอกเล็ก ๆ ใน
บริเวณที่น้ำแข็งกระจายออกไปจนเห็นผิวน้ำ กับฟองอากาศที่ผุดปุ๋ง ๆ ขึ้นมาประปราย
รถเฟียตหยุดตาม ริต้าเงอะงะควานคลำหาโทรศัพท์มือถือ มองไปยังบริเวณที่น้ำแข็งแตก
กระจายออกเป็นวงจนเห็นผิวน้ำ รถจมลงไปในน้ำแบบนั้น คนในรถจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหนนะ
ในน้ำซึ่งหนาวจัดจนน้ำกลายเป็นน้ำแข็งและในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งหนาวติดลบแบบนี้
ริต้าจุดบุหรี่แล้วมองดูนาฬิกาข้อมือ นานแค่ไหนนะ อากาศในตัวรถคงจะทำให้พอหายใจไปได้
สักระยะหนึ่ง หล่อนสูบบุหรี่แล้วก็นิ่งคอย ห้านาที เจ็ด แล้วก็สิบ สิบห้านาทีแล้ว ไม่มีรถอื่น ๆ
แล่นผ่านมาเลย ถนนเป็นน้ำแข็งแบบนี้ใคร ๆ ก็อยากอยู่แต่ในบ้าน ต่อให้เป็นเทศกาลคาร์นิวัล
ก็จะจัดงานในบ้านไม่ออกไปไหน
20 นาทีถัดมาริต้าจึงกดหมายเลข 110 แจ้งอุบัติเหตุต่อตำรวจ หล่อนไม่ได้เสแสร้งเลยเมื่อตัวสั่น
สะท้านด้วยความหนาว
“น้องสาวของมารีน่าไปเจอรถตกลงไปในทะเลสาบ” เสียงผู้หญิงกระซิบบอกกันข้างหลังหล่อน
“คิดดูซิว่าหล่อนจะช็อกสักแค่ไหน! พี่สาวแท้ ๆ เนี่ยนะ!”
นักร้องประสานเสียงของโบสถ์เริ่มร้องเพลงสวด เสียงเพลงอันวิเวกลอยสูงขึ้นไปสู่ท้องฟ้าสีคราม
เบื้องบน ริต้าอดแปลกใจไม่ได้ที่หล่อนยังคงอิจฉามารีน่าอยู่ อิจฉาอีกแล้วที่พี่สาวได้มีพิธีศพอันงาม
สง่า และแผ่นหินเหนือหลุมศพก็สลักตัวอักษรงามอ่อนช้อย
แต่ว่าคราวนี้หล่อนจะเอาชนะมารีน่าได้อย่างไรเล่า!
เรื่อง “ไม่สิ้นสุดริษยามารศรี” จาก แพรว #648
แปลและเรียบเรียงโดย “มนันยา” จากเรื่อง “ทู ซิสเตอร์” ของ “เฟราเค่ ชูสเตอร์”
เรื่องสั้น
เศรษฐศาสตร์กลางทะเลลึก
อาจินต์ ปัญจพรรค์
กะลาสีผลักเรือบดลงน้ำแล้วกระโจนตามลงไป ก็พอดีคลื่นมหึมาก้อนหนึ่งฟาดโครมลงบนเรือใหญ่และฮุบมันหายไปกับตา
ลูกทะเลเกร็งข้อจับขอบเรือของเขาไว้มั่นคงขณะที่มันถูกโยนและโคลงราวกับชิ้นไม้เล็ก ๆ บนผิวน้ำ เมื่อเขาลืมตาขึ้นก็เห็นเดี๋ยวนั้นเองว่ามีคนอีกคนหนึ่งซุกตัวเป็นก้อนกลมอยู่หัวเรือบดลำเล็ก ๆ ของเขานี้
“คงเป็นคนโดยสารคนหนึ่ง” เขาคิดทำนาย เพราะต้องหลับตาและหดคอลงไปในไหล่เพื่อหลบความบ้าคลั่งของคลื่น “หมายความว่าเราจะต้องมีเพื่อนรอดตายอีกคนหนึ่ง แต่..”
เขาคิดถึงขนมปังสองแถวและกระติกน้ำจืดใบเล็ก ๆ ที่เขาคว้าติดมือมาก่อนโดดลงจากเรือใหญ่ด้วยความรอบคอบมันจะต้องถูกเฉลี่ยสำหรับสองปาก แทนที่จะเป็นของเขาแต่ผู้เดียว ในระหว่างการเดินทางโดยแขวนชีวิตไว้กับโชคชะตานี้มันไม่แน่เลยว่าเรือน้อยลำนี้จะกระเถิบเข้าใกล้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งได้ หรือว่าจะกลับเท้งเต้งไกลแผ่นดินออกไปทุกที การเดินทางตามยถากรรมหมายถึงเวลาอันเนิ่นนาน และเวลาอันเนิ่นนาน หมายถึงจำนวนอาหาร ซึ่งบัดนี้กำลังจะต้องถูกเฉลี่ยเพราะมันมีกระเพาะของคนอยู่สองคน
คนสองคนต่อขนมปังสองแถว กระติกน้ำจืดพร่อง ๆ ใบเล็ก ลูกทะเลร่างยักษ์คิดไป…คลำดูมันอย่างอุ่นใจระคนเสียดาย
เรือบดลำเล็กกระจิริดถูกฟัดเหวี่ยงด้วยความดีเดือดของทะเลอยู่ต่อไปอย่างน่าใจหายใจคว่ำ ชั่วโมงอันหวาดเสียวซึ่งยาวนานด้วยความประหวั่นใจ และเสียงสวดมนต์อยู่ในลำคอลากก้ามผ่านไปอย่างลำบากลำบน แล้วฟ้าก็โปร่งขึ้นจนแดดจ้า ผิวน้ำเหนื่อยแรงและสงบลง…การหยุดบ้าของทะเลพ่วงเอาความปลอดภัยเข้ามาด้วย แม้ว่ามันจะไม่เชิงปลอดภัยนักสำหรับเรือเล็กอย่างนี้กลางน้ำเชี่ยวมองไม่พบฝั่ง แต่มันก็พอจะทำให้คนทั้งสองนั้นเริ่มปราศรัยต่อกัน
“แทบตาย” คนที่หัวเรือยิ้มผูกมิตรมา ขณะที่เขายกท่อนแขนขึ้นปาดความเปียกของน้ำซึ่งเกาะอยู่เต็มหน้า กะลาสีมองเห็นสายทองคำของนาฬิกาข้อมือ มองเห็นประกายจาก หัวแหวนวูบวาบล้อแสงแดดอันเจิดจ้าซึ่งแผดจากอาทิตย์ที่เยี่ยมหน้ามาในฟ้าโปร่ง “ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งโดนนี่แหละ เคราะห์ดีเหลือเกินที่โดดลงมาด้วยกับพี่ชายทันการณ์ ไม่งั้น..”
“พี่ชาย” หนอยแน่ กะลาสีทวนคำในลำคออย่างแค้นขณะหนึ่งเมื่ออยู่บนเรือใหญ่เขาถูกเรียกว่าไอ้ แต่ขณะนี้ในเรือเล็กซึ่งเขาเป็นผู้ควบคุม ท่านเศรษฐีเรียกเขาว่าพี่ชาย เขาไม่พูดอะไรด้วย มีแต่ความรู้สึกหมั่นไส้ เขากัดกรามทอดสายตาไปจับระดับน้ำซึ่งขังอยู่เกือบครึ่งลำเรือ แล้วก็ชำเลืองไปดูปลายรองเท้าหนังอย่างดีของเพื่อนเดินทางจำเป็นที่ไม่จำเป็น ซึ่งโผล่หัวขึ้นมาจากระดับน้ำในลำเรือ ในที่สุดก็ถอนใจฮึดแล้วก็ก้นหน้าก้มตาวิดน้ำทิ้งด้วยมือเทอะทะของเขา
“แย่” ท่านเศรษฐีผู้นั้นช่างพูดต่อไป “นี่เราจะเข้าฝั่งกันได้ยัง เจ้าประคู้ณ ขอให้มีเรืออะไรผ่านมาพบเข้าทีเถอะน่า แดดก็ร้อนขึ้นทุกที เรา…”
“หยุดทีเถอะ” กะลาสีตวาด “ช่วยกันวิดน้ำเรือดีกว่านั่งพูดให้เรือกระเทือน”
ท่านเศรษฐีเงียบกริบ พยายามใช้มืออันบอบบางของเขากอบน้ำตามอย่างกะลาสีอย่างเก้งก้างและไม่ค่อยได้ผล
“รองเท้ายังไงล่ะ เอามาวิดน้ำซิ”
ไม่มีใครปริปากพูดกันอีก จนกระทั่งน้ำหมดไปจากเรือและด้วยแดดอันร้อนแรง ท้องเรือก็ค่อย ๆ หมาดและแห้ง ท่านเศรษฐีถอดเสื้อออกมาคลุมหัวเพราะร้อนแดด ในขณะเดียวกันกะลาสีก็ถอดเสื้อยืด งัดเอาขนมปังสองแถวขึ้นมาจากอกเสื้อวางผึ่งให้หมดความชื้น นั่นมันเป็นภาพที่ยั่วยวนความหิวระโหยของอีกคนหนึ่ง ซึ่งเบิ่งตามองออกมาจากผ้าคลุมหัวอย่างสุดประมาณ
กะลาสีปลดกระติกน้ำที่สะพายบ่าขึ้นจิบ แล้วส่งไปให้เพื่อนร่วมเรืออันคับแคบ อีกฝ่ายหนึ่งยื่นมืออันสั่นเทาออกมารับอย่างตะกละตะกลาม
“กินน้อย ๆ เพียงแต่ทาลิ้นเอาไว้ก็พอ” กะลาสีเตือน “เราอาจจะไม่ได้กินอีกเลยจนตาย”
ท่านเศรษฐีกลั้วคออันแห้งผากด้วยน้ำจืดแล้วก็สดชื่นขึ้น เขาปิดฝากระติกอย่างระมัดระวัง แล้งยงโย่ยงหยกจะคืนส่งเจ้าของ จนเรือเอียงวูบ
“โธ่” กะลาสีคำราม “เรือเล็กออกอย่างนี้ยังทำอย่างกับอยู่บนบ้าน เก็บไว้เถอะ ผมไม่หวงหรอก แล้วก็อย่ายืดแข้งยืดขาบ่อยหนัก ถ้าอยากเอาสบายกันละก็โดดลงไปในน้ำนั่นแน่ะมันกว้างขวางดีนัก”
อีกฝ่ายหนึ่งรับคำประชดประชันและขู่ตะคอกโดยดุษณีเขาสงบนิ่งอยู่ช้านาน ในสมองมีความคิดสระตะ เขาคิดถึงกิจการค้าที่ค้างเติ่ง คิดถึงบ้านและเมีย คิดถึงสวัสดิภาพในขณะนี้ และแล้วก็คิดถึงอาหาร สักประเดี๋ยวกระเพาะก็เริ่มแผลงฤทธิ์ความหิวดิ้นเร่า ๆ ฟาดตัวอยู่อย่างไม่ละลด เขามองไปที่ขนมปังสองแถวสีเหลืองอร่ามที่กะลาสีพลิกเหลี่ยมให้ถูกแดดทั่วกันทุกด้าน แล้วก็รู้สึกว่าต่อมน้ำลายข้างกระพุ้งแก้มกรูเกรียวไปด้วยความเปรี้ยว
“ถ้าเราจะขอขนมปังเขาสักปอนด์หนึ่ง หรือสักครึ่งหนึ่ง” ท่านเศรษฐีคิดด้วยความรู้สึกที่หมดอาย “ฮึ ที่ถูกเราต้องซื้อเขา..ต้องซื้อเขา แพงเท่าไหร่ช่างมัน..” พูดถึงซื้อก็นึกถึงเงิน เขาตะลีตะลานควักกระเป๋า แล้วดึงเอาซองหนังใบเขื่องออกมาได้มันชื้นและมีน้ำซึมเข้าไปบ้าง เจ้าของจึงงัดเอาใบละร้อยใหม่เอี่ยมหลายต่อหลายใบคลี่ออกจนสีแดงบาดตาของมันวูบวาบไปเข้าตากะลาสี ธนบัตรเหล่านั้นเปียกน้ำตามริม ๆ ตากแดดเสียพักเดียวก็คงแห้ง
แล้วท่านก็จะได้เห็นภาพนั้น..
มันเป็นโลกใหม่อีกโลกหนึ่ง มีชีวิตเพียงสองดวงลอยเท้งเต้งอยู่ต่อหน้าดวงอาทิตย์ ประจันหน้ากันอยู่กลางทะเลซึ่งบัดนี้ราบเรียบเป็นแผ่นแก้วไกลสุดตา ไกลจนกล่าวได้ว่ามีชีวิตอยู่เพียงสองดวงนี้เท่านั้น
คนหนึ่งผิวดำคล่ำแดด ร่างกายกำยำเพราะเป็นกะลาสีเรือ ตลอดชีวิตของเขามีแต่กลิ่นเหล้า คาวทะเล และงาน ๆ ๆ ซึ่งหนักอึ้งจนกล้ามเนื้อทุกอณูพองขึ้นมาต้อนรับความตรากตรำเหล่านั้น
อีกคนหนึ่งผิวขาวเพราะเคยอยู่แต่ในชายคาตึกและประทุนรถเก๋ง ข้อมือเล็กแต่มากด้วยเนื้อเพราะบริบูรณ์อาหารการกิน มีนาฬิกาและแหวนราคาแพงเท่าค่าอาหารของคนจนเป็นปี ๆ
แต่ที่นี่โลกใหม่แห่งนี้ มีชีวิตสองชีวิต นอกจากนั้นยังมีสิ่งหนึ่งย่างกรายเข้ามาแล้ว..ความหิว!
ต่อหน้ากะลาสีมีสมบัติของเขาคือขนมปังสองแถว และต่อหน้าเศรษฐีมีธนบัตร ขณะนี้ต่างคนต่างนำมันออกมาตากแดด ดูท่าทางราวกับนักการพนันสองคนที่กำลังคุมเชิงกันอยู่
ท่านเศรษฐีคิดต่อไปว่า “ถ้าเราจะขอซื้อ เขาก็ต้องขึ้นราคาสูง ๆ แต่ถ้าเราขอเฉย ๆ เขาจะเพียงพูดถึงราคา เอาละเราต้องเริ่มต้นด้วยการขอ”
คิดแล้ว ด้วยเสียงแหบ ๆ แต่เต็มไปด้วยชั้นเชิงของตัวเลข ท่านเศรษฐีจึงพูดว่า
“พี่ชาย…ขอฉันสักหน่อยหนึ่งเถอะ ฉันหิวจนเป็นลมอยู่แล้ว”
“ขอ” กะลาสีหัวเราะก้องฟ้าอย่างขบขันเสียเต็มประดา “นี่แน่ะคุณ เดี๋ยวก่อนเถอะ พูดถึงเรื่องขอ ทำให้ผมเพิ่งนึกได้ว่าคุณยังไม่คืนกระติกน้ำให้ผมเลย”
“อ้าว ไหนบอกว่าให้ฉันเก็บไว้ ว่าไม่หวง”
“ฮะฮ้า” กะลาสีเค้นหัวเราะอย่างสะใจ “ผมคิดว่าคุณจะเป็นผู้ดีพอจะหยั่งในมรรยาทไพร่ที่ผมฝึกปฏิบัติเสียอีก ที่แท้ก็เปล่า เศรษฐีเข้าไม่ถึงจิตใจของไพร่..นี่หมายความว่าอย่างไรกัน การเป็นเศรษฐีสอนให้คุณดื่มน้ำของผมได้หน้าตาเฉยครั้นเมื่อผมพูดว่าให้เก็บไว้ก่อน คุณก็กลับตีขลุมเอาเสียเลย นี่คือความหมายของเศรษฐี และนี่ก็คือวิธีทำตัวให้กลายเป็นเศรษฐี รวมทุกอย่าง เก็บทุกอย่างที่มีโอกาสจะทำได้ใช่ไหมล่ะ?”
เป็นการด่าอย่างเจ็บแสบที่สุด ถูกต้องตรงจุดที่สุด แม้จะหยาบคาย เย้ยหยัน แต่ท่านเศรษฐีก็ต้องหัวเราะเก้อ ๆ และส่งกระติกน้ำคืนเจ้าของไป
“ในเรือลำนี้ไม่ควรมีการซื้อขาย” กะลาสีพูดต่อไปอย่างใจป้ำ “มันควรแต่ละมีมิตรจิตมิตรใจ มันควรจะมีก็แต่การเห็นอกเห็นใจและการแบ่งปัน แต่ว่า…ที่ใดมีเศรษฐีกับคนจนรวมกัน ที่นั่นต้องมีการสูญเลือดและอาฆาต ผมให้คุณไม่ได้แม้แต่กลิ่นของมัน ผมจะต้องขาย”
“ตกลง” ท่านเศรษฐีรับคำเอาง่าย ๆ “พี่ชายขาย..ฉันซื้อ”
กะลาสียกมือขึ้นทำท่าราวกับจะสวดอ้อนวอนเทวดา พูดเสียงแจ่มใสว่า
“ฟังนะ ผมจะตั้งราคา ผมจะขายขนมปังส่วนหนึ่งให้คุณโดยตั้งราคาว่าต้องแลกด้วยสมบัติทุก ๆ ชิ้น ที่มีอยู่ในตัวคุณ เงิน เสื้อ นาฬิกา แหวน เอาทั้งหมด กระทั่งผ้าเช็ดหน้า บุหรี่ ไม้ขีด เข้าใจหรือยัง?” เขาหัวเราะเหมือนคนบ้า “ทุก ๆ ชิ้นในตัวคุณเอามา เอามากองตรงนี้แล้วเอาขนมปังไปครึ่งหนึ่ง”
ท่านเศรษฐีเงียบกริบ ด้วยความครุ่นคิดและตกลงใจ ขณะเดียวกันความหิวก็โอดครวญอยู่ในกระเพาะอย่างรุนแรงขึ้น เขานับธนบัตรที่มีอยู่อย่างเสียดายและลังเล กลับนึกเกลียดเจ้าสมบัติเหล่านี้เสียแล้ว เกลียดเพราะมันเป็นสิ่งที่ประกาศความพ่ายแพ้และเสียเปรียบของเขา
“บนบก” กะลาสีพูดขึ้นลอย ๆ “ในเมือง ขนมปังสองแถวนี้มีราคาเพียงสองบาท แต่ทว่าในเมืองเป็นถิ่นที่เศรษฐีเดินบนหัวคนจน เปล่านะ! ไม่ใช่เดินเฉย ๆ เดินไปพลาง ถือปฏักทิ่มหลังสูบเลือดไปพลาง เดี๋ยวนี้เป็นโอกาสของคนจนบ้างละ ขนมปังกับน้ำจืดนี่แหละจะทำให้ผมตั้งเนื้อตั้งตัวได้เสียที ถึงฝั่งเมื่อไหร่ก็สบายเมื่อนั้น คุณก็เป็นนักตักตวงโอกาสอยู่แล้วคงเห็นใจที่ผมตั้งราคาเกินธรรมดา”
“เงินเกือบหมื่น นาฬิกา แหวน แล้วอะไร ๆ แลกกับขนมปังสองแถวแค่นั้น”
“ใครบอกสองแถวล่ะ ผมให้คุณแถวเดียวเท่านั้น คุณน่ะโชคดีที่มีของติดตัวมาน้อย ไม่งั้นอาจจะช้ำใจมากกว่านี้ ผมแบ่งขายแถวเดียวเท่านั้นจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ตามใจ ส่วนอีกแถวหนึ่งผมต้องกินมันเดี๋ยวนี้ละ”
“มา! ส่งขนมปัง มาแล้วก็เอาไอ้สมบัติบ้า ๆ ทุกอย่างของฉันไป เอาไป ฉันทนดูแก่กินไม่ไหวแล้ว”
ขนมปัง 1 แถว มีราคาเกือบหมื่น รวมทั้งนาฬิกาเรือนทองสายทอง แหวนเพชร กล่องบุหรี่นาก ท้ายที่สุดผ้าคลุมหัวซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับดินฟ้าอากาศที่ร้อนปานไฟ
วันแห่งความอาฆาตนั้นจบลงด้วยราตรี เศรษฐีบรรจุกระเพาะของเขาแล้ว กะลาสีก็ได้บรรจุกระเป๋าของเขา มันก็ยุติธรรมดี
คืนนั้นมีสายลมเย็นยะเยือกตลอดเวลา กะลาสีกอดเงินและสมบัติใหม่ ๆ ของเขาหลับอย่างเป็นสุข มีเสื้อตัวหนาคลุมกายอีกชั้นหนึ่ง เขาคาดนาฬิกาอย่างเห่อ นอนฟังเสียงเต้น ติ๊ก ๆ ของมันหลับไปในความฝันอันเกรียวกราวด้วยเสียงคลี่ธนบัตร ส่วนท่านเศรษฐีกอดอกตัวเองเพราะความหนาวเย็นของลมและน้ำค้างไม่ได้หลับลงเลย
กระทั่งเช้าเรือบดลำน้อยก็คงเคว้งคว้างอยู่บริเวณที่เดิม กะลาสีตื่นขึ้นด้วยแสงแดดที่แทงนัยน์ตา ก่อนอื่นก็รีบคลำดูสมบัติต่างๆ เมื่อรู้ว่ามันอยู่ครบบริบูรณ์แล้ว จึงมองไปทางหัวเรือ ยิ้มให้อีกฝ่ายหนึ่งที่ลืมตาโพลงอยู่
“คิดว่าตายเสียแล้ว แต่ไม่ยักตาย” กะลาสีโปรยคำเสียดแทงใจแต่เช้า “พวกเศรษฐีนี่ทนชะมัดยาดแฮะ หรือว่าเสียดายสมบัติจนไม่เป็นอันหลับอันนอน”
“นอนกะผีอะไรกับเสื้อยืดตัวเดียว มันหนาวยังกับอะไรดี ลมก็แรง”
“ผมไม่ยักหนาว อุ่นอก อุ่นกระเป๋า อ้อ คุณว่าลมแรงรึ ดีจริง ลมแรงเท่าไหร่ เราก็ได้เข้าฝั่งเร็วเท่านั้นจะบอกให้ เรือใหญ่ของเราน่ะ แล่นทวนลมออกจากฝั่ง เพราะอย่างนั้นยิ่งลมพัดแรง เรือบดของเราก็จะยิ่งกลับคืนเข้าฝั่งเรื่อย ๆ เมื่อถึงฝั่งผมก็สบาย”
“ฉันไม่อยากให้ถึงฝั่งเสียแล้วละซี”
“แน่ละซีคุณ คุณกลัวใคร ๆ จะเห็นความถึงแตกของคุณใช่ไหมล่ะ”
“เปล่าเลย”
“ทำไมจะเปล่า คุณอิจฉาผมใช่ไหมล่ะที่ผมจะได้ตั้งตัวจากสมบัติของคุณ โธ่! ไม่น่าจะอิจฉาผมเลย เงินเท่านี้คุณหมดตัวเลยเชียวรึ”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องเงินเรื่องทองหรอก แต่ฉันไม่อยากให้เรือถึงฝั่งก่อนที่เราคนใดคนหนึ่งจะเกิดความหิวอย่างไส้แทบขาดอีกครั้งหนึ่ง”
“คุณไม่น่าจะอาฆาตผมเลย ทำไมคุณอยากให้เราหิวตายเสียกลางทะเลนี่รึ อย่ากลัวเลย ขนมปังแถวหนึ่งที่เป็นส่วนของผมที่ผมกินเข้าไปจะต้องถ่วงเวลาน้ำย่อยได้นานเชียวน่า เชื่อผมเถอะ อย่างมากก็เที่ยง ๆ นี่แหละเราจะได้เห็นฝั่ง
กะลาสียกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอย่างจะแหย่ให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียดาย เขาพูดชมเชยความงามของมันอยู่คนเดียว “อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงฝั่ง เราจะขึ้นบก แล้วก็..อา เงินเกือบหมื่นนี่ก็จะได้สำแดงคุณค่าของมันว่าจะมีแค่ไหน”
“มันอาจจะมีราคาเท่ากับขนมปังคำเดียว” เสียงกัดกรามมากจากหัวเรือ
“ผมหมายถึงบนบกนะ”
“อ๋อ! ถ้าบนบกก็แล้วไป แต่ถ้าเราไม่มีวันจะขึ้นบกล่ะ”
“ถึงงั้นความปลื้มของผม ความเห่อเงินของผม ก็คงจะต่อชีวิตได้ไปอีกนาน คุณซีเป็นฝ่ายเสียดายจะตายเร็วเข้า เพราะคนเรายิ่งกลุ้มมันก็ยิ่งหิวจัด..”
“สมมุติว่าเราต่างคนต่างหิวกันอีกครั้งหนึ่ง” ท่านเศรษฐีพูดขึ้นลอย ๆ
“อ๋อ! ผมคงหิวทีหลังคุณ เพราะผมอดทนกว่าคุณ”
ท่านเศรษฐีเงียบไป ไม่ใช่เงียบเพราะแพ้คารม หากแต่ดูเหมือนเขามีความมั่นใจอะไรสิ่งหนึ่ง มันเป็นการเงียบที่อัดเอาไว้รอระเบิดหัวเราะให้คุ้มในภายหลัง
สาย…แล้วก็เที่ยง…จนตะวันตรงศีรษะเริ่มแผดเผาคนทั้งสอง แล้วก็คล้อยไปเมื่อเวลาบ่าย และแล้วก็เย็น ยังไม่มีวี่แววของชายฝั่งปรากฏในสายตา
“มันยังอีกไกลเหลือเกิน” กะลาสีเริ่มวิตกเมื่อรู้สึกว่าตัวเริ่มหิว “แม้แต่นกนางนวลก็ยังบินมาไม่ถึง”
ความหิวเริ่มบุกรุกเข้ามาในกระเพาะกะลาสีบ้างแล้วความมีร่างยักษ์หมายถึงกระเพาะยักษ์ และกระเพาะยักษ์ก็หมายถึงปริมาณอาหาร
คนที่หัวเรือแสยะยิ้มด้วยใบหน้าที่เกรียมด้วยแดด “ฉันยังมองไม่เห็นฝั่งเลยแฮะ ว่าไงนายกัปตัน ดูนาฬิกาซิว่ากี่โมงเข้าไปแล้ว”
“เถอะน่า” กะลาสีเอาใจตัวเองเมื่อมองดูนาฬิกา “เพิ่งห้าโมงเย็นเท่านั้น”
“ห้าโมงเย็นเรอะ” เศรษฐีพูดเรื่อย ๆ แล้วล้วงมือไปข้างหน้าควานหาอะไรอยู่สักพัก แล้วก็พูดต่อไปว่า “ห้าโมงเย็นได้เวลาอาหารแล้วสินะ”
สิ่งที่ติดมือเขาออกมาคือขนมปังแถวนั้นซึ่งเขากินมันเข้าไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น อุตสาห์เก็บซ่อนเอาไว้ข้างหลัง
“อะไรกันน่ะ! เหลืออีกตั้งเยอะอย่างนั้นเชียวรึ!” กะลาสีตาลุกโพลงพูดเสียงสะท้าน
“อ๋อ กระเพาะเล็ก ๆ อย่างฉัน กินทีละน้อยก็พอ นี่ฉันจะกินอีกสักสองคำแล้วเก็บไว้อีก”
“คุณไม่แบ่งผมบ้างรึ” กะลาสีวิงวอน “ขายคืนให้ผมสักนิดสิ”
“อ๋อ! ได้ซีถ้าจะซื้อ” ท่านเศรษฐีเริ่มหัวเราะบ้างแล้ว “เมื่อวานแกขายฉันราคาเท่าไรจำได้ไหมล่ะ คราวนี้ฉันจะขายแกบ้างเอาขนมปังไปคำหนึ่ง แล้วเอาของทุกอย่างของฉันคืนมา น้ำจืดในกระติกด้วย แล้วก็ลองค้นกระเป๋าของตัวเองดูซีว่ามีอยู่เท่าไหร่ ฉันเอาหมด”
“มันควรถูกลงตามส่วนซี”
“อย่า…ป่วยการพูดเรื่องสัดส่วน เพราะมันไม่ใช่บนบกเดี๋ยวนี้แม้ว่าเป็นเศษขนมปังนิดเดียวก็ต้องซื้อกันจนหมดตัวมันไม่ได้อยู่ที่จำนวนสิ่งของ แต่มันอยู่ที่ความต้องการ ลงแกต้องการละก็เป็นเสร็จฉันละ”
กะลาสีตะโกนสบถออกมาอย่างหยาบคาย “ลองดูซิว่ามันจะตายด้วยความหิว ไม่ซื้อ…ข้าไม่ซื้อแก ข้าจะทนหิว..”
“อ้าว! อย่าให้ความโลภหรือทิฐิมาฆ่าตัวเองเสียซี สมมุติว่าถ้าตายเพราะความหิวแล้วสมบัติที่แกกกกอดไว้เหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร..อย่า ๆ อย่าพยายามทำร้ายฉันนะ ฉันฉลาดพอที่จะคว่ำเรือ ไหน ๆ ตายก็ให้มันตายด้วยกัน”
กะลาสีขบฟันครุ่นคิด ระงับกิริยาที่จะโผเข้าใส่ฝ่ายตรงกันข้ามลงทันที คำรามว่า
“อดเอา อดเอา คนจน ๆ อย่างเราอดได้ อดตายดีกว่าให้สมบัติถูกเปลี่ยนมือ”
“นั่นไม่ใช่ความใจแข็งละมั้ง” เศรษฐียั่ว
“แล้วมันจะเป็นอะไรล่ะ”
“มันเป็นเพราะยังไม่หิวจัดต่างหาก”
ท่านเศรษฐีหัวเราะต่อท้ายคำพูด แล้วบิขนมปังใส่ปากเคี้ยวช้า ๆ ล่อใจอีกฝ่ายหนึ่ง เกือบจะเป็นกิริยาเดียวกับที่เขาเคยถูกยั่วมาแล้ว ความจริงเขาไม่อยากได้สมบัติกลับคืนมามากไปกว่าต้องการยืนยันชัยชนะซึ่งจะต้องเป็นของนายทุนในบั้นปลาย
หนังสือพิมพ์ลงข่าวคืบหน้าเกี่ยวกับการอับปางของเรือเดินสมุทรลำนั้นว่า
“…ต่อมาในวันที่ห้า มีเรือบดลำเล็กลอยเข้ามาใกล้ฝั่ง ชาวประมงช่วยกันออกไปรับเข้ามา และได้พบว่ามีบุคคลสิ้นชีวิตแล้วสองศพอยู่ในเรือนั้น สันนิษฐานว่า คนหนึ่งเป็นพ่อค้าใหญ่ที่โดยสารไปในเรือเที่ยวนั้น เพราะมีนาฬิกา แหวน กระเป๋าธนบัตรใบใหญ่ มีนามบัตรและเอกสารต่างๆ อีกคนหนึ่งมีเพียงเสื้อยืดกับกางเกงติดกาย เข้าใจว่าคงเป็นคนรับใช้หรือกุ๊กประจำเรือ”
อาจินต์ ปัญจพรรค์
เรื่องสั้น
ตึกกรอสส์
อ.อุดากร
ความตื่นเต้นของเธอฉายออกมาอย่างชัดเจนทั้งดวงตาและท่าทาง ขณะที่ผลักบังตาเข้าไปอย่างร้อนรน “เจษ-“ เธอพูดเสียงเร็วปรื่อ “วิทยามาแล้ว”
นักเรียนแพทย์ผู้นั้นเงยหน้าขึ้นจากกล้องจุลทรรศน์อย่างรวดเร็ว “อะไรนะต้อย” ? เมื่อหญิงสาวทวนประโยคนั้นเจษฎางค์กระโดขึ้นยืนอย่างลืมตัว แต่ชั่วขณะที่เขามองใบหน้าของผู้ที่เขาเรียกว่าต้อยอย่างเต็มตา เห็นใบหน้าซึ่งเผือดและซีดขาวราวกับเสื้อกาวน์ที่เธอสวมอยู่ เห็นริมฝีปากที่สั่นระริก และเห็นขอบตาที่แดงช้ำ ประกายปิติของเขาก็วูบลงเหมือนดาวที่หล่นจากท้องฟ้า เสียงเครือไปด้วยสำนึกในท่าทีนั้น “วิทยามาแล้วทำไมหรือ?”
เสียงของหญิงสาวเกือบจะเป็นสะอื้น ขณะที่เธอตอบ “ป่วยหนักอยู่ที่ตึกอายุรกรรม-อยากพบเจษเดี๋ยวนี้ ฉันตาหาเธอตั้งนาย ไปซิ”
เจษฎางค์เม้มริมฝีปาก เขาดึงสไลด์ออกจากล้องและเก็บเข้าที่อย่างรีบร้อน ปิดหนังสือเล่มขนาดยักษ์ที่กางอยู่ตรงหน้าและผลักไปรวมกันอยู่ทางหนึ่ง เลื่อนกล้องเข้าไปในหีบไม้เบอร์ ๔ แล้วก้าวตามหญิงสาวออกมาติดๆ
“เป็นอะไรนะ ต้อย?”
“Pulmonary embolism” หญิงสาวตอบเสียงเกือบไม่ได้ยิน
เจษฎางค์ขบกรามจนโปนออกมาเห็นชัด เขาก้าวเท้าถี่ๆ ตามหญิงสาวซึ่งเดินเกือบจะเป็นวิ่งไปตามถนนปูน “ใครเป็นเจ้าของไข้?”
“ฉันเอง” หญิงสาวหันมาแวบหนึ่ง ยิ้มอย่างเหน็ดเหนื่อย “แต่อย่างเพิ่งถามเลย, เจษ, ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
แสงแดดในยามเย็นทอดเงาของนักเรียนแพทย์ทั้งสองนั้นทาบติดอยู่กับพื้นถนน และไหวไปมาไม่หยุดหย่อน นักเรียนพยาบาลสองสามคนเดินสวนมาชำเลืองอาการรีบร้อนนั้นอย่างประหลาดใจ
เมื่อเขาเลี้ยวและก้าวขึ้นไปบนบันไดตึกด้านใต้ของตึกอายุรกรรม ความเงียบแผ่ซ่านบริเวณตึกนั้นจนสะดุดใจ กลิ่นอายของอีเทอร์ล่องลอยมาจากที่ใดที่หนึ่ง ขณะที่พยาบาลในชุดสีขาวบริสุทธิ์กำลังแจกยาหลังอาหารแก่คนไข้อย่างเงียบๆ เจษฎางค์หันมาทางหญิงสาว ถามด้วยเสียงหอบ “ไหน?”
หญิงสาวชี้ไปยังเตียงหนึ่งซึ่งกั้นม่านไว้อย่างมิดชิด และโดยไม่พูดจนคำเดียวเธอสาวเท้าไปยังที่นั่น เปิดม่านสีขาวนั้นออก “นั่นอย่างไร” จบคำพูดนั้นน้ำตาเธอไหลพราก “นั่นอย่างไรวิทยา” เธอพูดซ้ำคล้ายคนไร้สติ
เจษฎางค์เบือนหน้าไปจากภาพที่เห็นนั้นอย่างสลดใจ ร่างนั้นดำเกรียมจนเกือบจะเหมือนต้นไม้ที่ถูกสุม ผอมจนเกือบจะไม่มีหนังพอที่จะหุ้มกระดูด เส้นเอ็นปรากฏที่นั่นและที่นี่เหมือนขดเชือก ผมยาวเป็นกระเชิง เช่นเดียวกับหนวดเคราซึ่งปล่อยไว้รุงรังและสกปรก วิทยาอยู่ในเสื้อและกางเกงสีขาวเนื้อหยาบๆ ของโรงพยาบาลเหมือนกับคนไข้อนาถาทั้งหลาย นอกจากอาการหายใจหอบอย่างน่ากลัวของเขานั้นแล้ว ไม่มีเครื่องหมายอันใดเลยว่าเขายังมีชีวิตอยู่
พยาบาลผู้หนึ่งก้าวมาหยุดอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ เธอมองดูคนไข้และหันมาทางนักเรียนแพทย์สาว กล่าวขึ้นด้วยสำเนียงสุภาพ “หลับค่ะ ดิฉันฉีดมอร์เฟียให้แกเมื่อครู่นี้เอง คุณหมอชัยสั่งไว้”
หญิงสาวพนักหน้าและเบือนออกไปนอกหน้าต่าง เจษฎางค์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างหน้าเตียงนั้น เขามองดูคนไข้อย่างสมเพช เป็นนานเขาจึงหันมาทางหญิงสาว และถามด้วยสำเนียงต่ำๆ และแผ่วเบา
“วิทยามาถึงที่นี่เมื่อไร?”
“บ่ายสามโมง” เธอตอบ
“ใครเป็นคนพามา?”
“คนเรือโยงสองคนจ้ะ, เจษ วิทยาโดยสารเขามาจากปากน้ำโพ ป่วยหนักมาแต่ที่นั่น เมื่อเขาเห็นฉัน เขาดีใจมากเหลือเกิน เขาจับมือฉันไว้และบีบแน่นขณะที่บอกว่า “เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับบั้นท้ายแห่งชีวิตของพี่ เพียงแต่ได้แลเห็นต้อย เห็นศิริราช และหากเจษอีกคนหนึ่ง-เขายังอยู่มิใชหรือ?”-พี่คงตายอย่างเป็นสุข” น้ำตาของหญิงสาวไหลพราก เมื่อเธอกล่าวประโยคต่อไป “วิทยาหายใจหอบอย่างน่ากลัวเหลือเกินกระนั้นยังอุตสาห์ถามฉันว่า เคยคิดถึงเขาบ้างไหม”
เจษฎางค์นิ่งงัน ขณะที่หญิงสาวก้าวมาใกล้เขาและกระซิบเสียงสั้นสะท้าน “และเดี๋ยวนี้ ต่อปัญหาว่าทำไมวิทยาจึงหายหน้าจากเราไปหลังจากคืนวันนั้นบนตึกกรอกส์ ก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว เจษดูนี่ซิ วิทยาเป็นคนมอบให้ฉันเองเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว วิทยาพบกระดาษแผ่นนี้คั่นอยู่ในหนังสือของคุณอาของเขา, พระอรรถธรรมธาดา เธอยังจำได้มิใช่หรือ ก่อนหน้าที่เขาจะจากเราไปวันหนึ่ง เมื่อสามปีที่แล้ว?”
เจษฎางค์รับกระดาษสีเททานั้นจากหญิงสาวและคลี่อ่านอย่างลุกลน เมื่ออ่านจบเขาถอนสายตาขึ้นและทอดออกไปนอกหน้าต่างอย่างเฉยเมย ใบไม้สีเขียวขจีสองสามใบหล่อนลงมาจากกิ่งและระไปตามรั้งสังกะสีซึ่งกั้นเขตโรงพยาบาลออกจากบริเวณภายนอก ซึ่งบางครั้งมีเสียงนักร้องจากต้นไม้ครึ้มนั้น เมฆฝนแห่งต้นเดือนสิงหาคมปรากฏขึ้นรางๆ ที่ขอบฟ้าขณะที่สีแสดแกมทองของฟ้ากำลังเปลี่ยนไปเป็นสีของกลางคืนความเงียบแผ่มมนต์มหัศจรรย์ไปแทรกแซงอยู่กับบรรยากาศเหนือนึกอายุกรรม มันวังเวงอย่างประหลาด จนครั้งหนึ่งเจษฎางค์ต้องหันมาจ้องดูคนไข้ซึ่งนอนแบบอยู่บนเตียงอย่างไม่แน่ใจ
ลมหอบกลิ่นเหม็นอย่างฉุนเฉียงของเนื้อที่ถูกชำแหละออกจากศพซึ่งนักเรียนแพทย์ใช้เรียนใน แล็บกรอสส์และถูกเผาอยู่ในเตาเผาหลังตึกกรอสน์นั้นมาวูบหนึ่ง เจษฎางค์ลุกขึ้นยืนอย่างอิดโรย ตึกกรอสส์…อนิจจา…วิทยากับคืนวันหนึ่งที่ตึกกรอกส์-คืนที่เจษฎางค์คิดว่าเขาจะลืมไม่ได้จนชั่วชีวิต
เมื่อสามปีก่อน วิทยาเป็นนักเรียนแพทย์ซึ่งข้ามฟากมาพร้อมๆ กับเจษฎางค์และต้อย เขาเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก แต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่เตรียมอุดมฯ ตั้งแต่ที่จุฬา กระนั้นวิทยายังขะมักเขม้นเป็นพิเศษเมื่อข้ามมาเรียนที่ศิริราช ทุกวิชา, ทุกห้องที่ตึกกรอสส์, โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องชำแหละศพ, เป็นห้องที่วิทยาหลงใหลอย่างยิ่ง วิทยามีวิธีการใช้ disecting needle และ forcepts ได้ประณีตจนใครๆ มหัศจรรย์ ศพที่โต๊ะเบอร์ ๑๑ ของเขา ซึ่งมีต้อย เจษฎางค์ และเพื่อนอีกคนหนึ่งเป็นเจ้าของ มักจะมีนักเรียนแพทย์อื่นๆ มามุงอยู่เสมอและบ่อยๆ ครั้งที่อาจารย์ใช้เป็น sample เพราะนอกจาก nerve และ blood vessels ทุกชิ้นจะปรากฏอยู่อย่างชัดเจนด้วยฝีมือของวิทยาแล้ว ศพนั้นยังใหญ่โตเป็นพิเศษ ที่บอร์ดซึ่งติดประจำศพในห้องชำแหละนั้น ปรากฏว่าเจ้าของศพนั้นเป็นนักโทษชื่อแจ้ง ชัยงาม ตายด้วยโรคมาลาเรียและอุทิศศพของตนให้โรงพยาบาลด้วยสมัครใจ
ทั้งอาจารย์และนักเรียนแพทย์ทั้งหลายพากันหวังว่า ในอนาคตอันใกล้ ศิริราชพยาบาลจะได้นายแพทย์ที่ดีไว้ใช้อีกคนหนึ่ง หลายคนเชื่อว่าวิทยาจะต้องได้ไปเรียนต่อต่างประเทศและทุกคนเชื่อว่าวิทยาจะต้องได้เหรียญทอง แต่ท่ามกลางความหวังเหล่านี้ วิทยไาด้สร้างความมหัศจรรย์แก่ตัวของเขาเองในคืนหนึ่งภายในความมืดทะมึนของตึกกรอกส์และในระหว่างความประหลาดใจอันใหญ่หลวงนั้น วิทยาหายไปจากมหาวิทยาลัยอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครรู้ว่าวิทยาอยู่ที่ไหน แม้แต่เพื่อนรักของเขาอย่างเจษฎางค์ แม้แต่คนรักของเขาอย่างต้อย และแม้แต่คุณอาผู้ที่เลี้ยงเขามาแต่เล็กๆ อย่างพระอรรถธรรมธาดา…กระทั่งบัดนี้-บัดนี้-ขณะที่เขาใกล้จะตายอยู่แล้ว
เจษฎางค์จำได้อย่างติดตา คืนนั้น…เดือนกระจ่างฟ้าละลอกเล็กๆ ในลำแม่น้ำเจ้าพระยาเต้นพรายคล้ายอาบด้วยเงินยวง ขณะที่เรือแจวลำหนึ่งพุ่งหัวออกจากท่าศิริราช แม้เวลาจะเลยสามทุ่มไปนานแล้วก็ตาม แต่พวกนักเรียนแพทย์ปี ๑ กรุ๊ป บี ก็เพิ่งจะออกจากแล็บกรอสส์เดี๋ยวนี้เอง ระหว่างนั้นเป็นระยะเวลาระหว่างสงคราม การที่มหาวิทยาลัยต้องยืดกำหนดเปิดภาคช้าไปกว่าปรกติทำให้ต้องเพิ่มเวลาเรียนกันให้มากขึ้นไปอีกจากเดิม ดังนั้น ทั้งแล็บ physiology หรือแล็บกรอสส์ในบางวันของสัปดาห์จึงต้องใช้เวลากลางคืนเช่นนี้ด้วย และด้วยจำนวนนักเรียนแพทย์ที่ข้ามมาล้นหลามผิดปรกติในปีนั้น จึงทำให้นักเรียนแพทย์ปีที่ ๑ เกือบทั้งหมดไม่มีหออยู่ ในเรือแจวลำนี้จึงเต็มไปด้วยนักเรียนแพทย์ทั้งหญิงและชาย ซึ่งเพิ่งลงจากตึกกรอสส์เมื่อครู่ แต่อย่างไรในเรือลำนั้นไม่มีวิทยารวมอยู่ด้วย เพราะเขาไม่ได้มามหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้า หลายคนแปลกใจ เพราะวิทยาไม่เคยขาดเรียนแม้แต่วันเดียว ตั้งแต่เปิดภาคเรียนที่ ๑– และที่ ๒ ซึ่งกำลังดำเนินอยู่นี้ต้อยขรึมกว่าทุกๆ วัน เธอนั่งเงียบเชียบอยู่กับเจษฎางค์ที่หัวเรือนั้น กระทั้งเมื่อเรือเทียบท่าพระจันทร์ ซึ่งที่นี้เองเขาทั้งสองต้องร้องอย่างสนเท่ห์เมื่อเห็นวิทยายืนอยู่ที่โป๊ะนั้น จากแสงไฟซึ่งพรางไว้อย่างสลัว หญิงสาวสังเกตเห็นใบหน้าอันฉายแววตระหนกของเขาได้อย่างชัดเจน วิทยาแต่งกายลวดๆ ชายเสื้อข้างหนึ่งยังแลบออกมาจากกางเกง ผมยุ่งเหยิงเหมือนไม่เคยได้พบกับแปรง เธอถามเขาทันทีที่ก้าวขึ้นจากเรือ “วิทยาทำไมไม่มาเรียนหนังสือ?”
วิทยาไม่ตอบ แต่ถามสวนขึ้นอย่างลุกลน แล็บกรอสส์ปิดหรือยังจ๊ะ, ต้อย?”
ต้อยดูเขาอย่างไม่เข้าใจ “กำลังปิด ทำไมหรือ?”
วิทยาก้าวพรวดลงไปในเรือ หน้าของเขาเครียดขณะที่บอกเจษฎางค์ว่า “เจษ, อย่าเพิ่งขึ้น ไปตึกกรอสส์กับกันเดี๋ยว”
ตึกกรอสส์, ตึกแห่งเดียวในประเทศไทยซึ่งสะสมศพดองไว้เป็นจำนวนสิบในโรงมหึมาราวกับฮวงซุ้ยของจอมจักรพรรดิ์โบราณแห่งไอยคุปต์ ตึกซึ่งซากและอวัยวะเฉพาะส่วนของมนุษย์นับเป็นจำนวนร้อยพันชิ้นถูกเก็บไว้ในสภาพเดิมในโลงที่เปี่ยมด้วยน้ำยา และตึกซึ่งระเกะระกะด้วยกระดูกและกะโหลกมนุษย์นั้น, ยืนทะมึนขาวพร่าอยู่ท่ามกลางแสงอร่ามของพวงจันทร์ขณะที่เสียงคราวเบาๆ ของคนไข้และกลิ่นจางๆ ของอีเทอร์ที่ถูกลมพัดหอบมาแต่ตึกศัลยกรรมทำให้บรรยากาศตึงเครียดลงไปอีก
วิทยาวิ่งขึ้นบันไดตึกอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นแสงไฟในห้องชำแหละศพวูบลง “เร็วหน่อย, เจษ” เขาตะโกน “เดี๋ยวคนงานจะปิดห้องเสีย” อย่างไรทั้งวิทยาและเจษฎางค์มาถึงห้องชำแหละศพพอดีขณะที่คนงานกำลังจะใส่กุญแจห้อง “ประเดี๋ยว” วิทยาร้อง “ขอเข้าไปสักครู่เถอะ มีธุระ”
เจษฎางค์ก้าวตามวิทยาเข้าไปติดๆ ทั้งๆ ที่เคยเข้าห้องนี้มาจนนับครั้งไม่ถ้วน เขาก็อดสะท้านใจไม่ได้ กลิ่นน้ำยาอาบศพล่องลอยอยู่อับๆ แสงเดือนที่ฉายลอดบานกระจกเข้ามาสอ่งให้เห็นเงาตะคุ่มของศพซึ่งคลุมด้วยผ้าอาบยาไว้บนโต๊ะชำแหละเป็นแถวยาวยืด โครงกระดูดที่ประกอบไว้ยืนจังก้าขาวโพลนอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวๆ นั้นคล้ายจะหลอกหลอน แต่วิทยาไม่เอาใจใส่สิ่งเหล่านี้แต่อย่างใดเลย เขาก้าวเท้าไปที่โต๊ะชำแหละเบอร์ ๑๑ ของเขาอย่างเร่งร้อน เปิดไฟเหนือศพนั้นขึ้น และด้วยอาการอันลุกลน เขาดึงผ้าคลุมศพผืนใหญ่นั้นออกอย่างแรง คลายผ้าอาบยาที่พันหน้าและศีรษะนั้นออกอย่างรวดเร็ว ยกหัวศพนั้นขึ้น พยายามพลิกกระทั่งศพนั้นคว่ำหน้าลง
ด้วยอาการของคนบ้า วิทยาดึงดวงไฟลงมาจนชิดท้ายทอยของศพ และก้มลงจ้องดูอย่างพินิจพิเคราะห์ ไฝสามเม็ดซึ่งเรยงอยู่เป็นแถวที่ท้ายทอยอันมีผมเกรียนของศพนั้นปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน วิทยาร้องเสียงแหลมคล้ายสัตว์ที่เจ็บปวด เขาล้มลงอย่างแรงหัวฟาดโต๊ะชำแหละตัวซึ่งอยู่ติดๆ กันนั้นเสียงสนั่นมันก้องไปในความเงียบและสะท้อนกลับมา เสียงกึงกังเหมือนจะหลอน
นั้นเองคือคืนอวสานแห่งชีวิตนักเรียนแพทย์ของวิทยาไม่มีใครพบเขาที่มหาวิทยาลัยอีกนับแต่วันนั้น เขาหายไปจากมหาวิทยาลัยและเตลิดไปจากบ้านคล้ายกับจะหลีกลี้ต่อทวารปรภพ ไม่มีใครทราบว่าทำไมวิทยาไปที่ตึกกรอสส์ในคืนนั้น ไม่มีใครทราบว่าทำไมวิทยาจึงต้องหายหน้าไปจากมหาวิทยาลัยและเตลิดไปจากบ้าน ไม่ยอมให้ใครเห็นหน้าแม้แต่คนที่เขารักอย่างสุดสวาทขาดใจเช่นต้อย ทุกอย่างยังคงเป็นเรื่องลี้ลับกระทั่งสองปีต่อมา-ขณะที่เพื่อนและคนรักของเขาเป็นนักเรียนแพทย์ปีที่ ๓ ขณะที่เขากำลังจะตายเช่นในขณะนี้เอง – เขากลับมาศริราชอีกครั้งหนึ่งด้วยหวังจะเห็นคนที่เขารักเป็นครั้งสุดท้าย และในวินาทีเหล่านี้เอง ความลับเหล่านั้นคลี่คลายออกด้วยเพียงกระดาษชิ้นเล็กๆ ชิ้นเดียวที่เขาส่งให้หญิงที่เขารักด้วยสมัครใจ
เสียงพูดปนเสียงหอบดังขึ้นจากเตียง “เจษ, นั่นแกหรือ?”
ในห้องเล็กเชอร์ซึ่งถูกใช้เป็นห้องประชุมคราวนั้นเงียบกริบเหมือนโบสถ์ร้าง เฟรชชี่ทั้งหญิงและชายซึ่งนั่งติดกันและซ้อนเป็นแถวยาวยึดตัวครั้งตรงและดูเหมือนเกือบจะไม่เต็มใจ บรรยากาศเหนือสถานที่ประชุมนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นครั้งแรกในปีนั้นที่มีการประชุมเฟรชชี่ซึ่งเพิ่งข้ามฟากมาจากจุฬาฯ ทุกสิ่งที่เขาทั้งหลายได้เห็นและได้ฟังเป็นสิ่งใหม่ซึ่งให้ความตื่นเต้นมากเหลือเกิน ซีเนียร์ซึ่งสวมเสื้อกาวน์สีขาวบริสุทธิ์ และยืนเรียงรายอยู่ที่ผนังห้องประชุมด้วยอิริยาบถต่างๆ กันนั้น ทำให้เขาพากันคิดถึงบาทหลวงในโบสถ์วินเชสเตอร์ ขณะที่มีงานราชพิธีอันโอ่อ่า
หลังโต๊ะเล็กเชอร์และเบื้องหน้ากระดานดำแผ่นใหญ่นั้นหัวหน้านักเรียนแพทย์ยืนตระหง่านอยู่ เขากำลังพูดด้วยเสียงที่มีจังหวะจะโคนและดื่มด่ำเข้าไปในความรู้สึกของผู้ฟังอย่างประหลาด แววตาของเขาฉายแสงกล้าขณะที่ย้ำถึง seniority, unity, order และ spirit ซึ่งเป็น tradition ของมหาวิทยาลัย เขาพูดถึงคณะบดี คณาจารย์ และนายแพทย์ทั้งหลาย ซึ่งดำรงตำแหน่งต่างๆ ในโรงพยาบาล พูดถึงงานต้อนรับน้องใหม่ ซึ่งจะมีขึ้นต่อไปในต้นเดือนหน้า และที่สุดหัวหน้านักเรียนแพทย์แนะนำให้เพรชชี่รู้จักกับประธานแผนกต่างๆ ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ซึ่งแต่งตั้งขึ้นจากซีเนียร์และยืนอยู่ในที่นั้น
เสียงปรบมือดังกึกก้องเมื่อมีการขานชื่อประธานแผนกแต่ละคน สายตาทุกคู๋เบนจากที่นั้นมาสู่ที่นี้ แล้วแต่ว่าประธานแผนกนั้นจะยืนอยู่ ณ ที่ใด ทุกครั้งเขาได้รับการก้มศีรษะและยิ้มให้อย่างบริสุทธิ์ใจ และเสียงปรบมือที่ยืดยาวและกึกก้องที่สุดในวันนั้นดังขึ้นเมื่อหัวหน้าขานชื่อวรนาถ เวชการพิทักษ์, หัวหน้านักเรียนแพทย์หญิง เฟรชชี่เหล่านั้นพากันคิดว่าเขาจำผู้ที่กล่าวนามหลังนี้ได้ดีกว่าใครๆ เพราะว่าเจ้าของร่างแบบบางและมีใบหน้าหวานผุดผ่องนั้นมีประกายตาเศร้าอยู่เป็นนิจ แม้ในขณะที่ก้มศีรษะให้อย่างแช่มช้อยและพยายามยิ้มให้อย่างอ่อนหวานก็ตาม
การเลือกหัวหน้านักเรียนปี ๑ ได้เริ่มขึ้นภายหลังนั้นและเมื่อมันสุดสิ้นเรียบร้อยไป การประชุมก็มีท่าทีจะยุติลงหัวหน้ากำลังกล่าวปิดประชุมอย่างเพราะพริ้ง แต่ในวินาทีซึ่งนักเรียนแพทย์ทั้งหลายคาดกันว่าจะได้ฟังคำสุดท้ายจากผู้กล่าวปิดประชุมนั้นเอง เขาพบว่าคำนั้นขาดไปจากริมฝีปากของผู้พูดเฉยๆ หัวหน้านักเรียนแพทย์หยุดพูดโดยกะทันหัน และเปลี่ยนสำเนียงใหม่อย่างร้อนรน
“ประทานโทษ…ขอเวลาผมอีกสักครู่ ช่วยบอกผมหน่อยว่า ใครเป็นเจ้าของศพโต๊ะที่ ๑๑ ในห้องชำแหละ?”
อย่างประหลาดใจ เสียงซุบซิบดังขึ้นในห้องนั้นคล้ายเสียงลมครางขณะพัดไปตามกิ่งลู่ของต้นไม้ และอย่างเงียบๆ นักเรียนแพทย์ปีที่ ๑ สี่คนยืนขึ้นจากที่นั่ง ใครคนหนึ่งในจำนวนนั้นแนะนำเขาเหล่านั้นให้หัวหน้ารู้จัก
ร่างตระหง่านซึ่งสวมเสื้อกาวน์ขาวโพลนอยู่หน้ากระดานดำแผ่นนั้นนิ่งอึ้ง สายตากวาดลงต่ำ-มันมีประกายหมอง บรรยากาศเคร่งเครียดไปโดยฉับพลัน เสียงหวูดเรือจากลำแม่น้ำเจ้าพระยาดังครวญครางเสียงแหลม ขณะที่ลมฝนพัดมาปะทะแผ่นกระจกที่หน้าต่างดังอู้ไม่ขาดระยะ และท่ามกลางความเงียบงันคล้ายถูกมสต์สะกดนี้เอง วรนาถท้าวเท้าเดินออกจากห้องนั้นอย่างแช่มช้า แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหม่นหมองและรันทด ฝีเท้าของเธอดังไกลออกไปทุกทีๆ และเงียบหายไปในที่สุด
หัวหน้านักเรียนแพทย์เม้มริมฝีปาก ขณะที่จ้องดูนักเรียนแพทย์ปีที่ ๑ ทั้งสี่นั้นเขม็ง เขาเริ่มพูดต่อไป แต่ครั้งนี้เขารู้สึกแต่เพียงได้ยินเสียงของเขาล่องลอยมาจากที่ใดที่หนึ่งไกลเหลือเกินจากที่เขายืนอยู่นั้น
“ผมอยากจะขอร้องให้คุณใส่ใจเป็นพิเศษสำหรับศพนั้น โดยปรกติเราก็ถือกันอยู่แล้วว่า ศพที่ใช้ชำแหละในแล็บกรอสส์นั้นมีค่าเท่ากับครูของเราเอง และดังที่คุณเคยทราบ เราย่อมไม่แสดงกิริยาใดซึ่งแสดงถึงการดูถูกดูแคลน ล้อเลียน หรือแสดงท่าทีอันน่าบัดสีต่อศพนั้น หลายศพอาจจะได้มาจากศพที่ไม่มีญาติ แต่หลายศพเราได้มาจากความสมัครใจของผู้ที่เป็นศพนั้นเอง” กรามของผู้พูดโปนขึ้นมาจนเห็นชัด “ด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะอุทิศร่างของตนให้เป็นบริการของสาธารณะและโดยเฉพาะโต๊ะ ๑๑–” เสียงเขาสะท้านไปด้วยความทรงจำ “ผมอยากจะบอกให้คุณทราบด้วยตัวผมเองว่า เราถือเป็นโต๊ะศักดิ์สิทธิ์…ตั้งแต่นานมาแล้วกระทั่งปีนี้, ทราบได้ด้วยว่าศพโต๊ะ ๑๑ นี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักเรียนแพทย์เช่นเดียวกับคุณ นักเรียนแพทย์ที่รู้จักวิธีใช้ disecting needle และ forceps กระทั่งเป็นที่เลื่องลือในรุ่นผมนั้น-เขาต้องออกจากการเป็นนักเรียนแพทย์ด้วย-” เสียงชะงัก “ด้วยอุปัทวเหตุ และเป็นนักเรียนแพทย์ที่ทำพินัยกรรมมอบศพตัวของเขาเองให้แก่ตึกกรอสส์…”
เมื่อการประชุมได้สิ้นสุดลง หัวหน้านักเรียนแพทย์ก้าวเท้าลงจากตึก pathology และอย่างเงียบๆ เขาเดินก้มศีรษะอย่างจะใช้ความคิดไปตามถนนปูนเล็กๆ วันคืนอาจจะผ่านไป แต่เขาคิดว่าเขาไม่อาจจะลืมเสียงของวิทยาทาร้องอย่างเจ็บปวดในความมืดของห้องชำแหละศพเมื่อสามปีก่อน ไม่อาจลืมร่างอันดำเกรียมซึ่งปราศจากลมหายใจบนตึกอายุรกรรมและการหลั่งน้ำตาอย่างเป็นสายเลือดของต้อยเมื่อหกเดือนที่แล้วมานั้นได้เลย เขาเหลือบมองดูตึกกรอสส์แวบหนึ่งขณะที่จะเลี้ยวผ่านหน้าหอนักเรียนแพทย์หญิง และเม้มริมฝีปาก ที่นี่เองซิ เป็นที่ซึ่งครั้งหนึ่ง-ด้วยกาลและอาจจะตลอดไปด้วยความทรงจำ-เป็นที่ซึ่งบันทึกความรักของมนุษย์อันจะพึงให้และแสดงออกต่อกันได้ด้วยรูปแตกต่างออกไปอีกแบบหนึ่งมือเขาเย็นเฉียบเมื่อคิด
ขณะที่เขาก้าวขึ้นบันไดตึกอำนวยการ วรนาถก็ก้าวเข้ามาขอบตายังแดงช้ำเห็นถนัด เธอดึงชายเสื้อของเขาและพูดอย่างเหน็ดเหนื่อยว่า “เธอบอกเรื่องอะไรของวิทยาแต่เด็กใหม่เหล่านั้นหรือ, เจษ?”
หัวหน้านักเรียนแพทย์สั่นศีรษะ “ฉันบอกเขาเพียงให้ใส่ใจในศพเท่านั้นเอง” เขาหยุดและมองวรนาถอย่างเต็มที่ “เธอคิดว่าฉันเล่าเรื่องกระดาษสีเทาแผ่นนั้นแก่พวกเขาหรือ, ต้อย ฉันจะบอกเขาได้อย่างไรเมื่อค่าของกระดาษแผ่นนั้นมันหมายถึงความหลังของชีวิตหนึ่ง, และบางทีสองชีวิตจะถูกกว่า, บนโต๊ะชำแหละที่ ๑๑”
วรนาถมองเจษฎางค์อย่างเซื่องซึม “เธอยังเก็บมันไว้อยู่หรือ?”
เจษฎางค์พยักหน้า วรนาถบิดมือตัวเองอย่างร้าวใจและพูดเกือบจะกระซิบ “ทำลายมันเสีย, เจษ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บมันไว้อีก มันควรจะเป็นความลับอยู่เช่นนั้นตลอดกาลมากกว่า แม้ว่าวิทยายินดีจะให้เปิดเผยก็ตาม”
เมื่อแยกทางกับวรนาถ เจษฎางค์ก็มุ่งตรงไปยังหอ เขาไขกุยแจ ผลักประตูห้องเข้าไป ดึงลิ้นชักออก หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาลูบคลำอยู่ครู่ใหญ่ และคลี่มันออกมาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้ายด้วยพินิจพิเคราะห์คล้ายจะฝังมันไว้กับความทรงจำ ลายมือนั้นยุ่งและเลือนไปด้วยกาลเวลา
ถึงพระอรรถธรรมธาดา
จดหมายฉบับนี้คงเป็นฉบับสุดท้ายที่ฉันจะได้เขียนถึงเธอ เพราะว่าไข้กำเริบขึ้นทุกขณะ แต่ดีใจว่าจะหมดเวรหมดกรรมเสียที ถ้าไม่ตายเสียงก็คงจะรับทุกข์มรมานต่อไปอีก ฉันเบื่อเต็มที แต่อย่างไรก็ดีฉันคิดถึงลูก วิทยาคงหลงว่าพ่อของเขานั้นตายมานานแล้ว แต่ดีละ เขารู้อย่างนั้นดีกว่าจะรู้ว่าพ่อของเขาเป็นนักโทษตลอดชีวิต เพราะฆ่าคนที่ทำลายเกียรติยศของแม่เขา
ฉันตั้งใจจะอุทิศศพของฉันเองให้โรงพยาบาลศิริราชเพื่อเป็นบริการของนักเรียนแพทย์ วิทยาคงจะข้ามฟากปีหน้าใช่ไหม? ฉันไม่มีโอกาสได้อยู่กับลูกเลยเกือบตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ ดังนั้น ฉันภาวนาว่าขอให้ได้อยู่ใกล้ ๆ กับเขาสักหน่อยเถิด แม้ว่าจะสิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม
อย่าลืมทำลายเอกสารที่มีรูปและรอยตำหนิของฉันเสีย ทั้งๆ ที่ฉันอยากจะอยู่ใกล้ๆ ลูกเมื่อตายไปแล้ว แต่ก็คงไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันเป็นใครอยู่ดี ไฝสามเม็ดที่ท้ายทอยของฉันไม่เหมือนใคร อย่าให้วิทยารู้จักพ่อของเขาได้จากตำหนินั้น หากเขาจะได้ชำหละศพพ่อของเขาด้วยมือของเขาเอง
ลาก่อน ขอให้เธอและวิทยาจงเป็นสุข
จากพี่
แจ้ง ชัยงาม
เจษฎางค์ยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม วิทยาใช้เวลาถึงสามปีและกับชีวิตของเขาอีกชีวิตหนึ่ง ซึ่งแพงมากเหลือเกินสำหรับเพื่อเพียงที่จะสำนึกในความภาคภูมิในความรักอันจะหาสิ่งใดเปรียบมิได้เลยของบิดาที่มีต่อเขา-และกว่าที่จะทราบว่ามันมีค่าเหนือสิ่งใด แม้แต่ความอับอายขายหน้าอันควรจะได้รับในการที่มีพ่อเป็นนักโทษตลอดชีวิตนั้น
เจษฎางค์จุดไม้ขีด เปลวไฟลุกขึ้นวูบหนึ่ง กระดาษนั้นก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปสิ้น และสีของมันดำเหมือนสีของกลางคืน
อ.อุดากร พิมพ์ครั้งแรกใน สยามสมัย ๑:๕๒ (๑๐ พฤษภาคม ๒๔๙๑)
เรื่องสั้น
ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง
อัศศิริ ธรรมโชติ
ร่ำลือกันมาตั้งแต่ฝนเข้าพรรษาว่า เจ้าขุนทองมันจะได้กลับมาบ้าน มาเป็นผู้คนพลเมืองอย่างเพื่อนบ้านคนอื่นได้ ก็เห็นจะคราวนี้แหละ! ถึงแม้ฝนจะยังไม่มาทุ่ง นาจะยังแล้ง น้ำในหัวใจของแม่อันเคยเหือดแห้งก็กลับฉ่ำขึ้นอย่างประหลาดล้นเหลือ…
แม่กระวีกระวาดตระเตรียมตัวไปรับการกลับมาของเจ้าขุนทอง…
เจ้าขุนทองมันสะพายย่าม ทิ้งเรือนหายลับไป นับแต่กลางฤดูฝนปีที่แล้ว โดยไม่ร่ำลาอาลัย โดยไม่บอกให้ใครแม้แต่แม่ รู้ข่าวว่ามีคนเห็นมันกลั้นสะอื้นไปคนเดียวด้วยสองมือว่างเปล่า เข้าไปป่ากว้างอันอ้างว้าง-มืดมน
“ดาบล่ะ! เอ็งไม่เอาไปด้วยหรือ?” คนสวนทางซักถาม
“ไม่ต้อง ข้าไปหาเอาข้างหน้าได้”
เจ้าขุนทองมันว่าอย่างนั้น ก่อนจะสะบัดหน้าแล้วเดินหายเข้าป่าไป!
แม่ลงเรือพายทวนกระแสน้ำในลำคลองที่ไหลระเรื่อย อ่อนราด้วยน้ำน้อยฝนแล้งนั้นไปอย่างช้าๆ เมื่อฟ้าสาง ตรงข้ามกับหัวใจที่ร้อนรนรีบเร่งล่วงไปแล้วข้างหน้า คือศาลากลางเมืองที่เขาจัดไว้ รอรับให้เจ้าขุนทองมันกลับมา…ไยจะไม่ดีใจ ไยไม่อยากเห็นหน้า ก็มันร่วมปีแล้วละนี่ ที่มันได้จากบ้านไป แม่วาดภาพลูกชายในห้วงคิดคำนึง พลางหันหน้าบอกบ่าวให้เร่งฝีพายมันเร็วขึ้น
“ถ้าขุนทองไม่กลับมาล่ะ แม่เฒ่า?” บ่าวฝีพายเอ่ยถาม
“กลับซี! มันต้องกลับ…มันต้องคิดถึงแม่ ข้ารู้ใจ”
แม่ยืนยันถ้อยคำกับบ่าวในบ้านอย่างแข็งขัน แต่สีหน้าปีติผันแปรเปลี่ยนเป็นสลดซีดลงอย่างสังเกตเห็นได้ชัด
“ถ้าขุนทองไม่กลับมา!”คำนี้สะดุดหัวใจนักแล้ว
ยิ่งนึกถึงตอนที่ขุนทองมันร้องไห้ในวันเกิดเหตุใหญ่แล้ว แม่ยิ่งใจหายหนัก! ยังจำได้ว่าก่อนมันจะหายหน้าไป มันนอนร้องไห้รำพันอยู่ในเรือนจนดึกดื่น
แม่รู้ว่า ขุนทองมันโกรธมันน้อยใจ-แต่มันน้อยใจใครโกรธใคร จนป่านนี้แม่ไม่รู้
อดนึกย้อน สะท้อนใจ สงสารไปถึงความโกรธของเจ้าขุนทองมันไม่ได้ว่า ทำไมหนอมันถึงได้มากมาย ถึงกับมันต้องตัดใจทิ้งถิ่นฐาน บ้านช่อง และทิ้งแม่ไปได้-ทิ้งความสุขในชายคาบ้านไปเคว้งคว้างอยู่กลางป่า เป็นปฏิปักษ์ต่อบ้านเมืองให้กฎหมายลงทัณฑ์
และนี่ขุนทองมันจะแลกบ้านแลกแม่เพียงเท่านั้นหรือ…? ไม่น่าเป็นไปได้! แม่ร้องค้านอยู่ในใจ…
แสงเรื่อรางสว่างสลัวพ้นขอบฟ้าเหนือเวิ้งคลองเห็นรำไรข้างหน้า สุมทุมพุ่มไม้สองฟากฝั่งมองอับเฉามัวหม่นอยู่ในความวิเวก กระท่อมทับ โรงนา และเรือนไม้ที่เรือพายผ่านไป ซ่อนอยู่ในเงาไม้เป็นเงาตะคุ่มแลทะมึนเปล่าเปลี่ยวและเหงา เหมือนกับเรือนร้าง ในฉับพลันช่วงนั้นและในเรือนหัวใจที่หวั่นไหวไม่เป็นส่ำ แม่แว่วเสียงขุนทองมันเจื่อยแจ้วเหนือสุมทุมพุ่มไม้รายคลองอันวิเวกนั้น
“ฉันมั่นใจนะแม่ ว่าสองมือเปล่าๆ นี้จ้ะอาชนะมันได้”
“มันน่ะใครล่ะ?”
ขุนทองไม่ตอบแม่ในตอนนั้น แต่ออกท่าทางเกรี้ยวกราดเหมือนโกรธแค้นใครมา เมื่อรำคาญนักแม่ก็ว่า “เอาเถอะ! อย่าฆ่าฟันกันก็แล้วกัน” ขุนทองมันได้ยินดังนั้นแล้วก็หัวเราะ ประกายตาสดใสอยู่ด้วยร่องรอยของวัยเด็ก
แม่ไม่เคยนึกสักนิดว่าในกาลต่อมา มันจะไปถือดาบเที่ยวคลุกอยู่กับเลือดและความตายท่องอยู่ตามป่าเขาและดงดิบกันดารไกล ทั้งทีก็ไม่เคยเห็นมันจับดาบนอกจากหนังสือหนังหาที่มันรักของมัน!
นกสองฝั่งคลองส่งเสียงเพรียก เหมือนเรียกภวังค์อันหวั่นไหวให้กลับคืนมา ฟ้าสางอย่างเต็มที่ จนแลเห็นควันไฟลอยล่องอยู่เหนือ ณ แมกไม้ไกลลิบ-สีขาวมัวอ้อยอิ่งตัดกับแสงมลังเมลือง ณ ขอบฟ้าโพ้นไกล
“แกว่า ขุนทอง มันจะไม่กลับมางั้นรึ?” แม่หันมาถามบ่าวฝีพายเมื่อเห็นนั่งใบ้จ้ำพายอยู่เหมือนหุ่น
“แล้วแม่เฒ่าว่าจะกลับไหมล่ะ?” บ่าวฝีพายย้อนถาม
“ข้าว่ามันต้องกลับ ข้ามั่นใจ!”
บ่าวฝีพายมันพยักหน้าแล้วจ้ำพายเร็วแรงขึ้น…
ขุนทองมันหายลับ เข้าป่าไปนับพรรษาปีก่อน ปล่อยความทุกข์เข้าครองเรือนครองหัวใจของแม่มาแล้วก็นานนักหนา…ณ บัดนี้ถึงอย่างไรแม่ก็ยังปลงใจเชื่อว่ามันจักต้องหวนกลับมาสู่ความสุขแห่งครอบครัว และความรักความอบอุ่นอันเป็นมารดาที่เที่ยงแท้ แน่นอน
ความโกรธแค้นนั้นแม้นมาก ก็จะต้องหายไปได้ด้วยกาลเวลาบ่เลือน ความสุขแต่หนหลังจะเรียกหาภยันตรายในป่าใหญ่จะผลักดันให้มันกลับ-เจ้าขุนทองจะต้องทิ้งดาบออกจากป่ามาบ้าน และฟ้าสางวันนี้มีหรือจะไม่มีมัน?
แม่เตรียมด้ายมาผูกมือรับขวัญและเตรียมข้าวของเครื่องใช้มาให้ขุนทองแล้ววันนี้!
บ่าวเหเรือเข้าท่า เมื่อตะวันสายพราวแสงเป็นตัวเต้นระริกจับผิวน้ำในลำคลอง แล้วสองคนกับบ่าว แม่ก็เร่งฝีเท้าออกเดินดุ่ม มุ่งมั่นไปยังศาลากลางเมือง
“เขาตายแล้วล่ะ!” เด็กหนุ่มคนหนึ่งบอกแม่
แม่ร้องไห้…ขุนทองตายเสียแล้ว!
“เจ้าพบศพเขารึ?” แม่ถาม
“ไม่-ไม่ใช่ศพเขา พบตัวเขานั่นแหละ เขาให้บอกแม่ว่าเขาตายแล้ว” เด็กหนุ่มคนนั้นว่า
“เขาอยู่กับใคร?”แม่ถามอีก
“เขาอยู่กับดาบน่ะซี! ดาบเปื้อนเลือด…รอยคราบของความชิงชัง!” เด็กหนุ่มตอบ
เรือของแม่ล่องตามน้ำกลับบ้านเมื่อตะวันตรงหัว พร้อมด้วยข้าวของเครื่องใช้กองเต็มลำเรือเหมือนเก่า เจ้าขุนทองมันโกรธใคร แรงแค้นมากมายถึงป่านนี้ ถึงสู้ตายไปจากแม่และเหย้าเรือนโดยไม่กลับมาอีก และจนป่านนี้แม่ก็ไม่รู้ หาคำตอบไม่ได้
เสียงพายกระทบน้ำเป็นจังหวะอยู่ในความเงียบ แม่เริ่มร้องไห้ออกมาอีก เมื่อนึกถึงความเงียบความว้าเหว่ภายในเรือนของแม่ที่ยืนรออยู่ข้างหน้า และนานนับขวบปีแล้วที่ขาดร่างขาดเงาของเจ้าขุนทองเหมือนก่อนเคย
“ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง” ผลงานของนักเขียนซีไรต์ พ.ศ. 2524 อัศศิริ ธรรมโชติ และเป็นศิลปินแห่งชาติ
เรื่องสั้น
มีดประจำตัว
ชาติ กอบจิตติ
เรามาถึงมาเลี้ยงเวลาหนึ่งทุ่มตรงพอดี ลูกชายของผมมีอาการตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด ส่วนภรรยาผมจะดูเร่งร้อนผิดปกติสักหน่อย ผมเข้าใจว่าเธอคง “หิว” มากกว่าอย่างอื่น เพราะงานเลี้ยงเช่นนี้เธอเคยผ่านมากับผมนับครั้งไม่ถ้วนซึ่งไม่จำเป็นจะต้องตื่นเต้นอีกเลย
ภายในห้องโถงใหญ่สว่างไสวด้วยไฟโคมระย้าย้อยห้อยอยู่กลางห้อง เสียงเปียนโนคลออยู่เบา ๆ ผู้คนค่อนข้างหนาตา เสียงพูดคุย เสียงน้ำแข็งกระทบแก้วเสียงเครื่องดื่มรินไหล คละเคล้าเข้าหูอย่างไม่เป็นระเบียบพรมหนานุ่มสีแดงเลือดคนรองรับรองเท้าที่เคลื่อนไหวไป-มา
ผมมองหาเจ้าภาพแต่ก็ไม่เห็น จึงพาลูกชายและภรรยาเดินเข้ามาทักทายผู้คนพอเป็นพิธีก่อนขอตัวเดินจากไปยังโต๊ะของเรา ถ้าเป็นโอกาสอื่นผมคงต้องยืนดื่มพูดคุยกับคนอื่น ๆ สักเล็กน้อย เพื่อรอคอยพิธีเริ่มต้นของงาน
แต่วันนี้ ผมจำเป็นต้องแนะนำอะไรบางอย่างให้ลูกชายเข้าใจ ผมไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดขึ้นก่อนถึงเวลานั้น คืนนี้จะเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญของเขา มันจะบ่งชี้ว่าลูกชายของผมจะเป็นคนในระดับผมได้หรือไม่ หรือว่าเขาจะล้มเหลวกลายเป็นพวกมนุษย์ชั้นต่ำ ซึ่งผมและภรรยาไม่อยากให้ลูกเป็นเช่นนั้น
ดังนั้นผมจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกที่ดีให้เขา เพื่อเขาจะได้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบในระดับเราสืบต่อไปในอนาคต
“ดื่มเสียหน่อยสิ” ผมส่งแก้วเครื่องดื่มให้ลูก ซึ่งหยิบจากถาดของคนรับใช้ประจำงาน
“ค่อย ๆ จิบนะ” เสียงภรรยาผมเตือนเบา ๆ เธอคงเกรงว่าลูกชายจะมึนเมาก่อนถึงเวลาอันควร
เมื่อเรามาถึงโต๊ะที่เจ้าภาพจัดเตรียมไว้ คนรับใช้ประจำโต๊ะโค้งให้ แล้วเลื่อนเก้าอี้บุนวมให้นั่งทีละคน ท่าทีเขาดูสุภาพนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว
ผมทรุดกายนั่งลงอย่างสบาย แล้วค่อย ๆ ดึงมีดประจำตัวออกจากปลอก วางลงบนที่วางมีดบนโต๊ะภรรยาผมเปิดกระเป๋าถือหยิบ “มีดประจำตัว” ของเธอขึ้นมา ดึงมีดออกปล่อยปลอกร่วงลงกระเป๋า เธอวางมีดเปลือย ลงบนที่วางไว้บนเบื้องหน้า มีดของเธอรูปร่างเรียวเล็กบอบบางด้ามงาสวยงาม เป็นธรรมดาของผู้หญิงที่ชอบของสวยของงาม แต่ความคมของมันไม่ผิดกับความสวยของงูที่ซ่อนพิษไว้
“เอามีดออกมาวางซิจ๊ะ” ภรรยาผมเตือนลูก
อาการตื่นประหม่ายังไม่เหือดไปจากเขา เขาค่อย ๆ ดึงมีดขึ้นมามือสั่นเล็กน้อย ใบมีดสะท้อนไฟวูบเข้าตาผม แล้ววางลงบนที่รองรับอย่างเคอะเขิน
มีดประจำตัวของเขาที่วางสงบคอยเหยื่ออยู่เบื้องหน้านั้น ผมเป็นคนพาเขาไปเลือกซื้อให้เอง หลังจากเขาได้รับอนุญาตให้เอามีดประจำตัวไว้ในครอบครองได้ซึ่งน้อยคนนักจะได้รับโอกาสงดงามเช่นนี้ ถ้าเทียบกับจำนวนพลเมืองทั้งหมดที่มีอยู่ในเมืองเรา เราเป็นกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวที่มีสิทธิ์มีมีดประจำตัว ที่เหลือนอกนั้นเป็นมนุษย์ขั้นต่ำ
“ตรวจดูให้เรียบร้อย ลูกจะต้องใช้มันได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะที่ไหน ไม่ว่าจะหิวหรือไม่ก็ตาม จำไว้ว่ามีดของลูกจะต้องตื่นเสมอ…” ผมจดจำของของพ่อมาตลอดและถึงวันนี้ผมกำลังถ่ายทอดให้ลูกชายฟัง
“จำเอาไว้ มีดต้องคมอยู่ตลอดเวลาพร้อมที่จะจ้วงเฉือนได้ทุกเมื่อ”
“ผม ผมไม่กล้าทำครับ”
“พูดอะไรอย่างนั้นลูกเอ๋ย แม่เป็นผู้หญิงแท้ ๆ แม่ยังไม่เคยนึกกลัว
“ครั้งแรกพ่อก็เคยพูดแบบนี้แหละ..เอาไอ้นี่อีกสองแก้ว” ผมชูแก้วขึ้นโดยมิได้หันไปมองคนรับใช้ประจำโต๊ะผมรู้ว่าเขาต้องพร้อมที่จะรับคำสั่งอยู่ตลอดเวลา เขาเป็นไอ้คนประเภทที่ไม่มีสิทธิ์มีมีดประจำตัว เขารู้ตัวดีว่าจะต้องไม่ทำอะไรให้คนอย่างผมโกรธ
“ระวังไอ้แก่นั่นไว้ ถึงเวลาแล้วอย่าไปยืนใกล้มันเหลี่ยมมันจัด”
“คนที่ใส่ชุดสีครีมนั่นไง” ภรรยาผมแอบชี้
“อย่าไปมองมัน ฟังพ่อ มันชอบทำมีดของมันร่วงอยู่เรื่อย ตอนชุลมุนกัน บางทีโดนนิ้วพวกเรากันเองขาดหลายคนเคยโดน..ขอบใจ…เอ้าดื่มเสียอีกแก้ว เดี๋ยวคงได้เวลา” ผมส่งแก้วเครื่องดื่มให้ลูก
“ถึงลูกจะคบหากับไอ้พวกที่มีมีดประจำตัวด้วยกันแต่ก็อย่าไว้ใจใคร” ภรรยาผมเสริมขึ้น
“ตอนออกไปคอยระวังตัวไว้ อย่าอยู่ห่างพ่อกับแม่นัก”
“….สวัสดีค่ะ” ภรรยาผมยกมือไหว้ ผมเอี้ยวตัวมองเบื้องหลัง
“สวัสดีครับ” ผมลุกขึ้นยืน เราเขย่ามือกัน
“ลูกรู้จักกับลุงเขาเอาไว้สิ” ลูกชายผมยกมือไหว้
“ครับ นี่ลูกชายผมเอง เขาเพิ่งได้รับสิทธิ์ให้มีมีดประจำตัวได้ในวันนี้…”
“อ๋อ เอ……มีดประจำตัวสวยดีนี่” เขาเหลือบมองที่โต๊ะพลางเอื้อมือหยิบขึ้นมาลูบคลำเล่น
“บ๊ะ คมดีเสียด้วย” เขาพูดกับลูกผม
“คุณพ่อพาผมไปเลือกครับ”
“คืนนี้เลยพามาลอง….” เขาพูดกับผมในขณะวางมีดลงที่เดิม
“ครับ ครั้งแรกของเขา”
“เอ้อดี นั่งตรงนี้พอดีใกล้โต๊ะอาหาร…สนุกแน่พ่อหนุ่ม” เขาหัวเราะให้ลูกชายผมอย่างกันเองก่อนเดินผละไป คนรับใช้ประจำโต๊ะหลบตาลงต่ำยามเมื่อเขาเดินผ่าน
“แกมีบริษัทส่งมนุษย์ชั้นต่ำออกขายทั่วโลก”
“คงร่ำรวยน่าดูใช่ไหมพ่อ?”
“อะไรกันร่ำรวย…” ภรรยาผมแทรกขึ้นมา “…..คำว่าร่ำรวยนั้นเอามาใช้วัดจำนวนเงินของแกไม่ได้หรอก”
“แกเป็นเจ้าภาพงานนี้”
“นี่เนื่องในโอกาสอะไรครับ?”
“ไม่มีอะไรสำคัญ เพียงแต่สังสรรค์กันธรรมดา ๆ”
“แม่กับพ่อคิดว่าไหน ๆ วันนี้ลูกก็มีมีดประจำตัวแล้ว จึงอยากให้ลูกลองใช้มัน ครั้งแรกคิดว่าจะให้ลูกลองที่บ้าน แต่คิดอีกทีว่าพามางานเลี้ยงนี้น่าจะสนุกกว่า…”
ภรรยาผมอธิบายให้ลูกฟังยืดยาว เขานั่งฟังเนือย ๆ ผมคิดว่าเขาน่าจะกระตือรือร้นมากกว่านี้ ผมค่อนข้างวิตกว่าเขาจะกลายเป็นไอ้พวกมนุษย์ชั้นต่ำ แววตาเขาไม่หิวกระหายเหมือนอย่างพวกเรา เขาน่าจะรู้ว่าเขามีโอกาสดีเพียงใดที่สามารถมีมีดประจำตัวได้ มีคนอีกจำนวนมหาศาลที่พยายามไขว่คว้าหามีดประจำตัว แต่ไร้ผลบางคงลงทุนถึงขนาดเป็นนายหน้าค้า-ขายพ่อแม่ พี่น้องตัวเอง เพื่อจะได้สิทธิในการมีมีดประจำตัว บางคนวิ่งเต้นเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อให้ทางโน้นรับรองในการขอสิทธิ์มีมีประจำตัว หลายคนยอมอยู่นอกกฏหมายเพื่อแสวงหามีดประจำตัว แต่ลูกชายผมคงไม่ได้คิดถึงความยากลำบากเท่านั้น เพียงแต่ผมยกบริษัทในเครือให้เขาสองบริษัทเท่านั้น เขาก็ได้รับสิทธิ์ในการมีมีประจำตัวทันที หรืออาจเป็นเพราะมันง่ายเกินไปเขาถึงไม่ค่อยสนใจ
“…ทุกอย่างจะเรียบร้อยลูก ไม่มีอะไรน่ากลัว แม่กับพ่อจะคอยดูแลลูกตลอดเวลา…” เสียงภรรยาผมสรุปให้ลูกฟัง
“ผมทำไม่ได้หรอกแม่ มันน่าขยะแขยง น่ารังเกียจ”
“ถ้าแกจะผ่าเหล่าผ่ากอก็ตามใจแก คิดให้ดีก็แล้วกัน เพราะนั่นหมายถึงวิถีชีวิตแกต้องเปลี่ยนไป เป็นไอ้พวกมนุษย์ชั้นต่ำ อีกหน่อยถ้าแกมีเมียมีลูก อดอยากเข้าก็ต้องเอาลูกมาขายเป็นลูกค้าข้างถนน ให้คนมีมีดประจำตัวเขาซื้อไปแล่เนื้อเถือหนัง ดูดเลือดดูดสมองมากิน รึตัวแกเองก็เถอะ ถึงเวลานั้นอย่ามาร้องโอดโอยกับฉันก็แล้วกัน ฉันช่วยอะไรแกไม่ได้…” ผมไม่ได้ตั้งใจขู่ลูกเลยเพียงแต่เล่าความจริงให้เขาฟัง แต่ในน้ำเสียงอาจจะมีอารมณ์ขุ่นมัวปะปนอยู่บ้าง
“ ลูกก็เคยเห็นไม่ใช่หรือจ๊ะ เวลามีนายหน้านำพวกมนุษย์ชั้นต่ำมาขายที่บ้านเราน่ะ ลูกสังเกตบ้างหรือเปล่าว่าพวกมนุษย์ชั้นต่ำที่เราซื้อไว้ครั้งละคนสองคนนั้นมันหายไปไหนหมด…” ภรรยาผมพูดเสียงกรีดกรายกับลูกฟังคล้ายเธอกำลังข่มขู่พวกมนุษย์ชั้นต่ำ
“ผมทราบครับ ผมถึงว่ามันน่าขยะแขยง น่าสงสารเขาด้วย”
“ลูกยังไม่เคยลองน่ะสิลูกถึงพูดแบบนี้ พ่อเองอยากให้ลูกได้ลองเหมือนกัน แต่ติดว่าตอนนั้นลูกยังไม่มีมีดประจำตัว วันนี้ถึงได้พามาลองดู เอาน่าลองดูสักที ถ้าไม่ชอบหรืออย่างไรพ่อก็ไม่ว่า ตกลงนะลูกนะ” ผมใช้น้ำเย็นเข้าลูบ เขาไม่ตอบอะไรเพียงแต่นั่งก้มหน้านิ่ง
“ดื่มเสียอีกหน่อยสิ มันจะช่วยให้ดีขึ้น” ผมบอก
เขายกแก้วน้ำขึ้นจิบแล้ววางลง สายตาเขามองที่คนรับใช้ประจำโต๊ะ ผมรู้ว่าลูกชายผมกำลังมีเมตตาต่อพวกมนุษย์ชั้นต่ำ….
…เสียงเปียนโนหยุดเล่น ไฟหรี่ลง ผู้คนที่ยืนคุยต่างรู้นัยกัน พวกเขาค่อย ๆ แยกย้ายกลับนั่งตามโต๊ะของตัวเองเพียงครู่เดียวก็เงียบสงบอยู่ในความสลัวราง ไปบนเวทีเปิดส่องลงเป็นวงกลม เจ้าภาพเดินมาหยุดยืนกลางแสงไฟ เสียงเขาดังขึ้นอย่างผู้มีอำนาจ ตามลักษณะของพวกเรา
“….สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ผมขอรบกวนเวลาอันมีค่าของท่านสักเล็กน้อย ก่อนจะถึงเวลาอาหารที่ผมจัดเตรียมไว้สำหรับพวกเรา….”
ภรรยาผมจัดแจงผู้ผ้ากันเปื้อนให้ลูกชาย ซึ่งเธอเองเป็นคนเลือกซื้อมาสำหรับวันนี้โดยเฉพาะ เธออวดผมเมื่อตอนเย็น มันเป็น “ผ้ากันเปื้อน” ที่ตัดเย็บด้วยฝีมือปราณีต สีเทาทึม แลดูสง่างามตามแบบฉบับของลูกผู้ชาย
ผมจัดแจงผู้ผ้ากันเปื้อนให้ตัวเอง โดยมีคนรับใช้ประจำโต๊ะคอยช่วยเหลือผูกตรงด้านหลังคอให้ ภรรยาผมผูกให้ลูกเสร็จก็จัดการผูกให้ตัวเอง รวดเร็วชำนิชำนาญเช่นเดียวกับแม่บ้านทั่วไปของคนในระดับเรา ที่ต้องใช้ “ผ้ากันเปื้อน” เป็นประจำยามที่ต้องทำครัวเอง
ทุกคนต่างสาละวนกับการผูกผ้ากันเปื้อนอยู่ในความสลัว ราวกับกุ๊กภัตตาคารกำลังเตรียมตัวก่อนจะสับหมูหรือสับเนื้อ แต่เกรงว่าเลือดของสัตว์บนเขียงจะกระเซ็นมาเปื้อนเสื้อผ้าอันสวยงามของเขา
…..ไชโย ไชโย ไชโย….. เสียงตะโกนก้องห้อง
สิ้นเสียงโห่ร้องไฟในห้องค่อย ๆ สว่างขึ้น จนจัดจ้าแลเห็นทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจน ประตูทางด้านขวามือเปิดออกทุกคนมองไปที่ประตู ร่างของชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงโลหะกำลังถูกเข็นเข้ามา ร่างกายของเขาไม่มีอะไรปกปิด นอกจากปลอกเหล็กที่ยึดไว้ตรงกลางลำตัวและตามแขน, ขา ส่วนหัวที่ถูกคลุมไว้ด้วยกล่องโลหะสี่เหลี่ยมครอบมาถึงคอ ยึดติดกับเตียง ไม่มีใครเห็นหน้าเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร เตียงแรกผ่านไป เตียงที่สองเข็นตามเข้ามา ทุกสิ่งคลายกับเตียงแรก ผิดแต่ว่าร่างที่นอนเปลือยอยู่บนเตียงนี้เป็นผู้หญิงเท่านั้นเอง
“ทำไมต้องเอากล่องเหล็กครอบหัวไว้ด้วยล่ะพ่อ?” ลูกชายผมถามขึ้น
“มันเป็นกฏ การที่เราจะกินคนด้วยกันเราจะต้องไม่สงสารมัน ไม่เห็นดวงตาอ้อนวอนของมัน ไม่ได้ยินเสียงร้องขอชีวิตของมัน
“สงสารมันไม่ได้หรอก ไอ้พวกมนุษย์ชั้นต่ำพวกนี้มันเกิดมาเพื่อให้คนอย่างพวกเรากิน ถ้าเราสงสารมันเราก็ไม่มีความสุข …..” ภรรยาผมเสริมให้ลูกฟัง
ดูจากรูปร่างของคนทั้งสองที่นอนอยู่บนเตียงกลางแสงไฟ เห็นได้ชัดว่าเจ้าภาพมีการเตรียมการเป็นอย่างดีร่างทั้งสองพ่วงพีน่าลิ้มรส ขนตามตัวถูกโกนออกจนเกลี้ยง ร่างกายชำระล้างขาวสะอาด ผิวของหญิงสาวเป็นสีชมพูนวลเปล่งปลั่งด้วยเลือดฝาดภายใน
แน่นอน งานระดับนี้คงไม่อยากให้มีที่ติ
ร่างทั้งสองนอนหายใจอยู่กลางแสงไฟ ล้อมรอบด้วยสายตาที่หิวกระหาย
“……..ครับถึงเวลารับประทานอาหารร่วมกันแล้วครับ ขอเชิญทุกท่านรับทานได้เลย ขอบคุณครับ” เสียงเจ้าภาพกล่าวอำลาเวที
สิ้นเสียงผู้ประกาศผู้คนเริ่มเคลื่อนไหวคึกคัก
“ ไปกันเถอะเรา เดี๋ยวจะไม่ทัน” ภรรยาผมเตือนพลางหยิบมีดของเธอ แล้วลุกขึ้นยืน
“ผม…ผม ไม่กล้าครับ” ลูกชายผมเสียงสั่น
“เอ๊….อะไรกันอีกเล่า” ผมชักอารมณ์เสีย
“ไปเถอะลูก ไม่ลองไม่รู้หรอก ดูคนอื่นเขาสิออกไปกันหมดแล้ว” ภรรยาผมฉุดมือลูกให้ลุกขึ้น
“อย่าลืมมีด” ผมเตือนลูกด้วยเสียงดุ ๆ
“ดูซิ ถ้าไม่อร่อยจริง คนเขาไม่มีรุมกินกินขนาดนี้หรอก” ได้ยินเสียงภรรยาผมบอกลูก
เบา ๆ ขณะเดิน
ผมมาถึงโต๊ะอาหารก่อนภรรยาและลูก ถึงตอนนี้ผมไม่ได้สนใครอีกแล้ว หยิบจานได้ก็ตรงรี่ไปที่เตียงหญิงสาวหาที่ว่างเข้าแทรก นมทั้งสองข้างโดนเฉือนออกไปแล้ว เลือดไหลออกมาไม่หยุด ร่างนั้นสะบัดดิ้นอยู่เร่า ๆ แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของปลอกเล็กได้
ผมเลือกเชือดเอาเนื้อบริเวณสีข้าง เนื้อตรงนั้นก็กระตุกสั่นเป็นริ้ว ๆ ขึ้นมา มันเต้นสู้กับคมมีดของผมอย่างสนุกสนาน ผมแล่เนื้อชิ้นนั้นขาดออกจากลำตัว วางหมับลงบนจานตัวเอง มีเลือดติดมาด้วยพอคละเคล้า
ใครคนหนึ่งสับฉับลงบนข้อมือ เลือดกระเซ็นมาถูกใบหน้าผม ผมหันไปมอง เขาเอ่ยขอโทษ แล้วชี้ให้ผมดูข้อมือที่ขาดออกจากแขน มันยังเต้นกระตุกอยู่ได้ เราหัวเราะให้กันอย่างรื่นเริง เขาหยิบข้อมือที่ยังกระตุกเต้นนั้นขึ้นใส่จาน
“ ผมชอบกินนิ้วมือ มันมีเอ็นกรุบกรับดีเวลาเคี้ยว” เขาบอกผมพร้อมรอยยิ้มสมใจ
ผมหันกลับมามองที่ร่าง มันแหว่งเว้าไปอย่างน่าใจหายรวดเร็วกันจริง ๆ มองเห็นแต่
“มีดประจำตัว” วาววับ วุ่นวาย เฉือดเฉือน เถือกเถือลงไปบนร่างแทบไม่มีที่ว่าง
ผมเร่งมือแล่เนื้อตรงสะโพกออกมาชิ้นเขื่องพอสมควรยกใส่จาน ถึงตอนนี้ท้องได้ถูกแหวะออกจนเหวะหวะใส้ทะละทะลักออกมาคลุกเคล้ากับเลือด ผมไม่ชอบกินเครื่องในนักและคิดว่าเนื้อในจานคงพออิ่ม จึงล่าถอยกลับมายังโต๊ะ
“อุ๊ย มีตัวอ่อนอยู่ในท้องด้วย” เสียงผู้หญิงกรี๊ดกร๊าดดีใจ
ผมไม่ได้หันกลับไปมอง ไม่สนใครอีกต่อไป นอกจากเนื้อแดงสดบนจานตัวเอง ค่อยเดินประคองมันกลับมายังโต๊ะ
ภรรยาและลูกชายของผมยังไม่กลับมา ผมเรียกคนรับใช้ประจำโต๊ะมาปลดผ้ากันเปื้อน ซึ่งเปรอะเลือดออกจากตัวเขาลนลานเข้ามาอย่างพินอบยิ่งกว่าเดิม ภาพที่เขาเห็นคงทำให้เขาตกใจ และมันคงสอนให้พวกเขาเชื่อฟังผมเป็นอย่างดีทีเดียว ถ้าเขายังไม่อยากเป็นอย่างร่างที่ถูกรุมทึ้งอยู่นั้น
“เอาอย่างเดิมมาแก้ว” ผมสั่งผ้ากันเปื้อนพันตัว
ผมนั่งจิบเครื่องดื่มรอภรรยาและลูก ทั้งคู่ทั้งสองกลับมา ภรรยาผมเดินนำหน้า ในจานของเธอพูนด้วยเนื้อเคล้ากับเลือด ดูเหมือนจะมีกระดูกอ่อนปนมาด้วย ลูกชายผมเดินตามหลังมาติด ๆ ใบหน้าเขาซีดเผือดคล้ายจะเป็นลมในจานที่ถืออยู่มีเพียงนิ้วหัวแม่เท้าอันเดียว
“ไอ้เซ่อเอ๊ย แย่งมาได้แค่นี้หรือวะ” ผมเกิดโทสะจนระงับไม่อยู่ รู้สึกอับอายที่ลูกชายผมทำให้ผมต้องเสียหน้า
“คุณก็รู้….ใจเย็น ๆ สิ ลูกเรามันไม่เคย” ภรรยาผมพูดกับผมด้วยเสียงนุ่มนวล
ผมหวนนึกถึงตัวเองเมื่อครั้งแรกที่พ่อพาไปกินคนตัวเองก็ไม่ต่างกับลูกชายตอนนี้มากนัก นึกถึงเช่นนี้จึงค่อยสงบลง รู้สึกสงสารลูกชายขึ้นมา
คนรับใช้ประจำโต๊ะปลดผ้ากันเปื้อนให้ทั้งสอง
“พอขอโทษ…..กินดูลูก ลองดู” ผมบอกลูกด้วยความสำนึกผิด
ลูกชายผมค่อยมีใบหน้ายิ้มขึ้นมาหน่อย เขาพยักหน้ารับและจ้องมองผม คล้ายจะลอกเลียนกิริยาที่ผมจัดการกับเนื้อสดในจาน
มือซ้ายของผมหยิบซ้อมขึ้นมาจิ้มลงบนเนื้อ มือขวาผมถือมีดประจำตัว เถือเนื้อนั้นให้ขาดจากกันพอดีคำ ใส่เนื้อเข้าปากเคี้ยวอย่างช้า ๆ เพื่อดูดซับรสชาติของมันให้ถ้วนทั่ว
“นุ่ม นุ่มจริง ๆ เขาคงขุนไว้นาน” ผมบอกกับภรรยา
“คุณว่าอะไรนะ ?” เธอเงยหน้าขึ้นถาม เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้ฟังผม ภายในปากเธอแดงเหมือนคนกินหมากสมัยโบราณ
“ผมว่ามันนุ่น”
“ค่ะ ๆ เธอพยักหน้ารับ แล้วก้มลงหั่นเนื้อในจานของเธอ ยกขึ้นใส่ปาก”
“ดิฉันตัดเอากระดูกซี่โครงอ่อนมาด้วย อยากจะเสริมจมูกให้โด่งขึ้นอีกหน่อย คุณว่าดีไหมค่ะ?” เธอพูดขณะเคี้ยว
“แล้วแต่คุณเถอะ”
“อ้าวลูก ทำไมไม่กินล่ะ มัวมองอะไรอยู่ กินสิลูก อร่อยนะ…..” เธอพูดกับลูกทั้งที่ปากยังไม่ว่าง
“ลูกชายผมลังเลอยู่นิดหนึ่ง เขาค่อย ๆ เฉือนหนังตรงโคนหัวแม่เท้าขึ้นมานิดหน่อย แต่ค้างมือไว้
“ลองแตะ ๆ ดูก็ได้ อย่าไปคิดถึงศีลธรรมให้มากนักศีลธรรมมันเป็นเรื่องของไอ้พวกมนุษย์ชั้นต่ำ”
“กินซะลูก….แม่ขอร้อง”
อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เขายกส้อมที่จิ้มหนังหัวแม่เท้าขึ้นใส่ปาก ทันทีที่ลิ้นเขาสัมผัสรส ผมเห็นใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไป ราวกับว่าเขาได้พบสิ่งมหัศจรรย์ที่เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอะเจอ ดวงตาของเขาวาววามฉายแววแห่งความดุร้ายออกมา เข้าจองมองหัวแม่เท้าในจานอย่างหิวกระหาย
ผมยิ้มให้กับภรรยา เธอเองก็ลอบมองลูกเช่นกัน เธอยิ้มตอบ
ลูกชายผมใช้ส้อมจิ้มหัวแม่เท้าทั้งดุ้น อ้าปากกว้างแล้วยัดมันเข้าไป เขาเขี้ยวมันอย่างตะกละตะกลาม เขาคงรู้สึกถึงรสชาติเนื้อคนแล้ว สีหน้าของเขาไม่เหลือวี่แววความเป็นคนขี้สงสารมนุษย์ชั้นต่ำอยู่เลย
“ดิฉันบอกคุณแล้วว่าให้เวลากับลูกหน่อย” ภรรยาผมพูดขึ้นอย่างภาคภูมิ ผมไม่ตอบอะไร ยังคงมองลูกชายอย่างชื่นชม
ลูกชายผมเคี้ยวเนื้อหัวแม่เท้าอย่างเอร็ดอร่อย สักครู่หลังจากที่เขาดูดซึมรสชาติอันหอมหวานของมันแล้ว เขาปลิ้นกระดูกหัวแม่เท้าออกมาจากปาก มันขาวสะอาดไม่มีเศษเนื้อหรือคราบเลือดติดอยู่เลย เขาคงดูดซับมันจนหมดน้ำ ก่อนเค้นคายกระดูกออกมา สักครู่เขาคายเล็บเท้าตามออกมา ในปากยังเคี้ยวเอื้องเนื้ออยู่ ผมรู้ว่าเขายังไม่อยากกล้ำกลืนมันลงคอ เพราะความเสียดายรสชาติของเนื้อคนนั่นเอง
“พ่อบอกลูกแล้วว่าลูกจะไม่ผิดหวัง นี่เพียงแค่นิ้วหัวแม่ตีนเท่านั้นนะ พ่อจะบอกให้” ผมสัพยอก
ลูกชายผมมองตอบ ใบหน้าของเขาเหมือนสำนึกผิด ที่ไม่ยอมเชื่อตั้งแต่แรก ไม่เช่นนั้นเขาคงได้เนื้อมากินอีกมากกว่านี้ น้ำตาเขาซึมเอ่อ ผมไม่แน่ใจว่ามันเอ่อท้นขึ้นมาเพราะความสำนึก หรือว่ามันท้นขึ้นมาเพราะความเอร็ดอร่อยที่เขาได้รับ ในที่สุดเขากระเดือกกลืนเนื้อในปากอย่างแสนเสียดาย
“เดี๋ยวผมจะออกไปเอาอีก” เขาขยับตัวจะลุกขึ้น
“ไม่ต้องไปหรอกลูกเอ๋ย ปานนี้คงเหลือแต่กระดูกแล้ว” ผมแบ่งเนื้อในจานให้ลูกชายอีกเล็กน้อย เฝ้าดูเขาเคี้ยวกินอย่างหมดห่วง
“รักษามีดประจำตัวไว้ให้ดี มันเป็นสิทธิที่เจ้าจะได้กินเนื้อคนด้วยกัน” ผมบอกกับลูกในขณะที่ตัวเองกำลังแล่เนื้อในจาน
“แม่ขอผมอีกหน่อย” เสียงลูกชายผมเว้าวอนฟังน่าเอ็นดู…..
……สักครู่ผมเหลือบมองเห็นลูกชาย เนื้อในจานของเขาหมดแล้ว แต่ในมือเขายังกระชับ “มีดประจำตัว” แน่น เขากำลังจองมองคนรับใช้ประจำโต๊ะ ด้วยสายตาที่ผมรู้ว่าเขาต้องการอะไร
ผมยิ้มให้กับตัวเองขณะก้มลงมองเนื้อในจาน ผมค่อย ๆ ผ่านมันออกเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วจิ้มขึ้นมาเคี้ยวช้า ๆ อย่างพ่อบ้านที่มีความสุขกับครอบครัวอันอบอุ่น
ชาติ กอบจิตติ นักเขียนซีไรต์ 2 สมัย

